กสทช. เปิดปฏิบัติการเชิงรุก ลุยพื้นที่ชายแดน แม่สอด จังหวัดตาก ใช้โดรนบินตรวจวัดความแรงสัญญาณมือถือ สกัดปัญหา “สัญญาณรั่ว” ข้ามแดน ที่กลายเป็นช่องทางให้ “แก๊งคอลเซนเตอร์” และ “สแกมเมอร์” ใช้โจมตีเศรษฐกิจไทย พร้อมแก้ปัญหา “โรมมิ่ง” ข้ามแดนกระทบประชาชน ด้าน “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” รักษาการเลขาธิการ กสทช. ย้ำ ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตาม 8 มาตรการ คุมเข้มอาชญากรรมเทคโนโลยี หากฝ่าฝืนเจอดำเนินการเด็ดขาด
ในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลกลายเป็นหัวใจสำคัญ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการสื่อสารโทรคมนาคมก็มีความสำคัญเทียบเท่ากับการรักษาอธิปไตยทางกายภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความอ่อนไหวสูง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) นำโดย นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้สั่งการให้ทีมงาน กสทช. พร้อมด้วยสำนักงาน กสทช. เขต 36 เปิดปฏิบัติการเชิงรุกครั้งสำคัญในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจชายแดนที่สำคัญ
ภารกิจหลักในครั้งนี้ คือการ “สแกน” คุณภาพและทิศทางของสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเน้นย้ำในพื้นที่เป้าหมาย 2 จุดสำคัญ ได้แก่:
- บริเวณด่านบ้านวังตะเคียน (ฝั่งตรงข้ามเมียวดีคอมเพล็กซ์)
- บริเวณบ้านวังผา (ฝั่งตรงข้ามชเวก๊กโก)
พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk Areas) ไม่ใช่แค่ในมิติความมั่นคง แต่เป็นมิติของ “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับคนไทย
ปฏิบัติการนี้สืบเนื่องมาจากการที่ กสทช. ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยตรงตามข้อสั่งการของ คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ต้องการกวาดล้าง “แก๊งคอลเซนเตอร์ และสแกมเมอร์” ให้สิ้นซาก
ปัญหาสำคัญที่ กสทช. ตรวจพบและกำลังเร่งแก้ไข คือการที่สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการในประเทศไทย “ล้ำข้ามเขตแดน” (Signal Leakage) เข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ
ช่องโหว่นี้เองที่ถูกกลุ่มอาชญากรทางเทคโนโลยี (Tech Crimes) ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นการโทรหลอกลวง หรือส่ง SMS หลอกลวง (Scammer) กลับมายังคนไทย โดยใช้ “โครงข่ายของไทย” เป็นฐานในการโจมตี ทำให้การติดตาม ตรวจสอบ และจับกุม เป็นไปได้ยาก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี
ใช้ “โดรน” ลาดตระเวนดิจิทัล คุมเข้มคุณภาพสัญญาณ
จุดที่น่าสนใจในปฏิบัติการครั้งนี้ คือการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ สำนักงาน กสทช. ได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” (Drone) ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณ บินสำรวจและตรวจวัดความแรงของสัญญาณในพื้นที่เป้าหมาย

การใช้โดรนทำให้ กสทช. สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก หรือพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ได้ข้อมูลจริงว่าสัญญาณมีการ “รั่วไหล” หรือ “ล้ำแดน” ไปมากน้อยเพียงใด และสามารถนำข้อมูลนี้ไปสั่งการให้ผู้ให้บริการ (Operator) ปรับทิศทางเสาสัญญาณ หรือลดกำลังส่งในทิศทางที่ไม่จำเป็น เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงาน กสทช. ระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการนี้ มี 3 ประการหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนโดยตรง:
- ด้านคุณภาพบริการ (QoS): เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนสามารถใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ด้านปัญหาโรมมิ่ง (Roaming): แก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้งานชาวไทยในพื้นที่แม่สอด ถูก “โรมมิ่ง” สัญญาณไปจับกับเครือข่ายของผู้ให้บริการในประเทศเพื่อนบ้านโดยอัตโนมัติ ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม และสร้างความสับสนในการใช้งาน
- ด้านอาชญากรรม (Crime Prevention): คือการแก้ปัญหาสัญญาณล้ำข้ามเขตแดนของไทยที่ถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี
“8 มาตรการ” คุมกำเนิดซิมผี-สกัดอาชญากรรม
การลงพื้นที่ใน อ.แม่สอด ครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความจริงจังของ กสทช. ในการบังคับใช้กฎหมาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กสทช. ได้มีมติกำหนดมาตรการระงับบริการโทรคมนาคมในบริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยงไปแล้ว
หัวใจสำคัญคือ ประกาศ สำนักงาน กสทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา
ประกาศฉบับนี้ ได้กำหนด “8 มาตรการ” ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่ายต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนและป้องกันยับยั้งความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แม้ในข่าวประชาสัมพันธ์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดทั้ง 8 มาตรการ แต่สาระสำคัญคือการ “อุดรูรั่ว” ของบริการโทรคมนาคมที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ
การที่ กสทช. ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น โดยใช้โดรนวัดสัญญาณ จึงเป็นส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้รับใบอนุญาต (Operator) ทุกราย ว่า กสทช. เอาจริง
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล กล่าวย้ำว่า สำนักงาน กสทช. จะมีการลงพื้นที่ในบริเวณพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และหากตรวจพบว่าผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใด ไม่ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด หรือละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของ กสทช. ก็จะถูกดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอย่างเด็ดขาด
การเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นการ “บีบ” ให้ผู้ให้บริการต้องลงทุนและใช้ความพยายามมากขึ้นในการบริหารจัดการเครือข่ายในพื้นที่ชายแดน ไม่ใช่แค่เพื่อคุณภาพบริการ แต่เพื่อ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ของประเทศด้วย
#กสทช #NBTC #แม่สอด #ปราบแก๊งคอลเซนเตอร์ #สัญญาณมือถือชายแดน #เศรษฐกิจดิจิทัล #อาชญากรรมทางเทคโนโลยี #TheReporterAsia

