ผงะ! ยาเสพติดลอยมากับน้ำท่วม ดีอี แฉความจริง 10 ข่าวปลอม อย่าหาทำ

ผงะ! ยาเสพติดลอยมากับน้ำท่วม ดีอี แฉความจริง 10 ข่าวปลอม อย่าหาทำ

ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติและความผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้ภัยธรรมชาติคือ “ภัยข่าวปลอม” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นและสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมไทย ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเผยข้อมูลสุดช็อกจากการมอนิเตอร์สถานการณ์ข่าวปลอมในรอบสัปดาห์ พบยอดข้อความที่เข้าข่ายต้องเฝ้าระวังพุ่งสูงกว่า 1 ล้านข้อความ พร้อมแฉยับ 10 อันดับข่าวปลอมที่คนไทยหลงเชื่อมากที่สุด โดยเฉพาะกรณีคลิปไวรัล “ยาเสพติดลอยมากับน้ำ” ที่ทำเอาผวากันทั้งเมือง

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการทำงานเชิงรุกของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ในช่วงระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งสถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่และประเด็นความมั่นคงตามแนวชายแดน

จากการตรวจสอบข้อมูลในโลกออนไลน์อย่างเข้มข้น พบว่ามีข้อความหลั่งไหลเข้ามาในระบบมอนิเตอร์สูงถึง 1,050,113 ข้อความ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณการสื่อสารที่มหาศาลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยในจำนวนนี้มีข้อความที่ต้องนำมาคัดกรองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verify) จำนวน 985 ข้อความ

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงสถิติคือ ช่องทางที่พบเบาะแสข่าวปลอมมากที่สุดยังคงเป็น Social Listening ซึ่งกวาดไปถึง 961 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official อีก 24 ข้อความ โดยทางกระทรวงดีอีได้คัดกรองเรื่องที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบจริงจังจำนวน 235 เรื่อง และสามารถประสานงานตรวจสอบจนได้ข้อยุติแล้ว 102 เรื่อง

เปิดโปง “แชมป์ข่าวปลอม” ประจำสัปดาห์: ความจริงที่ต้องรู้

จากการจัดอันดับข่าวที่ได้รับความสนใจสูงสุด พบว่าประชาชนให้ความสนใจกับข่าวที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันดับต้นๆ โดย 2 อันดับแรกที่สร้างความสับสนวุ่นวายที่สุด มีดังนี้:

อันดับ 1: ดราม่า “ยาเสพติดลอยน้ำท่วม” (ข่าวปลอม)

ข่าวที่สร้างความฮือฮาที่สุดในสัปดาห์นี้ คือคลิปวิดีโอที่อ้างว่ามีการ “พบยาเสพติดลอยมากับน้ำท่วม” ซึ่งสร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยและสังคมวงกว้างเป็นอย่างมาก

ความจริง: กระทรวงดีอี ได้ประสานงานด่วนกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) กระทรวงยุติธรรม เพื่อตรวจสอบคลิปดังกล่าว ผลปรากฏว่าเป็นเพียงการสร้างสถานการณ์! โดยคลิปต้นเรื่องมาจากชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ออกมายอมรับสารภาพว่า “ทำเพื่อคอนเทนต์หวังยอดวิว” เท่านั้น วัตถุที่เห็นเป็นเม็ดๆ ลอยน้ำ แท้จริงแล้วคือ “อาหารนกเอี้ยง” ไม่ใช่ยาเสพติดแต่อย่างใด

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเสพสื่อและการผลิตสื่อที่ขาดความรับผิดชอบ เพียงเพื่อต้องการยอด Engagement แต่กลับสร้างความตื่นตระหนกให้สังคมในวงกว้าง ซึ่งทางดีอีได้ยกเคสนี้เป็นตัวอย่างของข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความสับสนโดยไม่จำเป็น

อันดับ 2: ข่าวลือความมั่นคง “กัมพูชายึดผาอินทรีย์” (ข่าวบิดเบือน)

ตามมาติดๆ กับประเด็นความมั่นคงชายแดนที่มีการแชร์ว่า “กัมพูชายึดผาอินทรีย์ สายตรี 6 บ้านกรวด ห้ามชาวบ้านกรีดยาง” ซึ่งปลุกกระแสความรักชาติและความกังวลเรื่องอธิปไตย

ความจริง: เรื่องนี้เป็นข้อมูลบิดเบือน จากการตรวจสอบร่วมกับกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจากการลงพื้นที่ของ ตชด.216 และฝ่ายปกครอง “ไม่พบทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามา” ไม่มีฐานที่มั่นใหม่ และไม่มีการก่อสร้างใดๆ ในเขตแดนไทย พื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นป่ารกทึบ และเจ้าหน้าที่ไทยยังคงลาดตระเวนตามปกติเพื่อปกป้องอธิปไตย ทางการพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่นำเข้าข้อมูลเท็จตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อย่างเด็ดขาด

ผ่าโครงสร้าง 10 อันดับข่าวปลอม: ภัยเศรษฐกิจและสุขภาพมาแรง

นอกเหนือจาก 2 ข่าวใหญ่ข้างต้น นางสาวสุชาดา ยังได้เปิดเผยถึงอันดับข่าวปลอมอื่นๆ ที่ได้รับความสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพและผู้ไม่หวังดีพยายามเจาะกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มคนรักสุขภาพ นักลงทุน และผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง

ยาเสพติดลอยมากับน้ำท่วม

สรุป 10 อันดับข่าวปลอมที่ประชาชนต้องระวัง:

  1. ยาเสพติดลอยมากับน้ำท่วม: (ข่าวปลอม – สร้างคอนเทนต์)

  2. กัมพูชายึดผาอินทรีย์ ห้ามกรีดยาง: (ข่าวบิดเบือน)

  3. รฟท. ส่งรถไฟพิเศษจากเชียงใหม่ไปกู้ภัยหาดใหญ่: สร้างความหวังที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ

  4. เขต 8 เป็นฐานบัญชาการเว็บพนันและคลังอาวุธ: ข่าวลือที่สร้างความหวาดกลัวในพื้นที่

  5. กินน้ำมันมะกอก 30 วัน รักษาโรคสะเก็ดเงิน: (ข่าวปลอมสุขภาพ) อันตรายหากผู้ป่วยหยุดยาแผนปัจจุบัน

  6. ทาปิโตรเลียมเจลลี่หนาๆ ลดริ้วรอย: ความเชื่อผิดๆ ด้านความงาม

  7. แอฟริกาสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่ม 3 แสนตัน: (ข่าวปลอมเศรษฐกิจ) อาจส่งผลต่อการเก็งกำไรราคาข้าว

  8. ทีมภายในแชร์รหัสหุ้นธนาคารกรุงไทย: กลลวงชวนลงทุน

  9. กระทรวงดีอี เปิดเพจ Citizen Assistance Center: มิจฉาชีพปลอมเพจรัฐหลอกรับแจ้งความ

  10. ปตท. เปิดลงทุนหุ้น OR การันตีผลตอบแทน: หลอกลงทุนผ่านเพจปลอม Cafe Amazon

บทวิเคราะห์: ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการ “หลอกลงทุน”

ในมุมมองของเศรษฐกิจ ข่าวปลอมในกลุ่มที่ 4 (เศรษฐกิจ) และกลุ่มที่ 5 (อาชญากรรมออนไลน์) ถือเป็นมะเร็งร้ายที่น่ากังวลที่สุด แม้จำนวนเรื่องอาจจะดูน้อยกว่ากลุ่มนโยบายรัฐ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นตีค่าเป็นตัวเงินมหาศาล

โดยเฉพาะข่าวปลอมอันดับ 8 และ 10 ที่เกี่ยวข้องกับ ธนาคารกรุงไทย และ หุ้น OR (ปตท.) แสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงใช้ “ความโลภ” และ “ความน่าเชื่อถือขององค์กรใหญ่” เป็นเครื่องมือ หากประชาชนหลงเชื่อโอนเงินลงทุน นอกจากจะสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวแล้ว ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย และภาพลักษณ์ขององค์กรชั้นนำของประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ การปลอมเพจราชการ (อันดับ 9) เพื่อรับแจ้งความออนไลน์ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมเหยื่อที่เดือดร้อนอยู่แล้ว ให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลหรือทรัพย์สินซ้ำสอง ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง

แนวทางรับมือ: รู้เท่าทัน ก่อนตกเป็นเหยื่อ

กระทรวงดีอี ได้แบ่งกลุ่มข่าวปลอมออกเป็น 5 กลุ่มหลัก เพื่อให้ง่ายต่อการเฝ้าระวัง ได้แก่:

  1. นโยบายรัฐและความมั่นคง: (155 เรื่อง) – กลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุด มุ่งเป้าสร้างความแตกแยก

  2. ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสิ่งผิดกฎหมาย: (11 เรื่อง)

  3. ภัยพิบัติ: (22 เรื่อง) – มักมาพร้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน

  4. เศรษฐกิจ: (5 เรื่อง)

  5. อาชญากรรมออนไลน์: (42 เรื่อง)

นางสาวสุชาดา ย้ำว่าข่าวปลอมเหล่านี้มีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวล รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น ประชาชนจึงควร “เช็กก่อนแชร์” และติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการเท่านั้น

หากพบเห็นข่าวน่าสงสัย หรือต้องการตรวจสอบข้อมูล สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:

  • สายด่วน: 1111 ต่อ 87 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

  • เว็บไซต์: www.antifakenewscenter.com

  • Line ID: @antifakenewscenter

  • Facebook / X / TikTok / IG: ค้นหา Anti-Fake News Center Thailand

#ข่าวปลอม #AntiFakeNews #กระทรวงดีอี #เตือนภัยออนไลน์ #อย่าหาทำ #ข่าวเศรษฐกิจ #TheReporterAsia

Related Posts