BDI เปิดตัวเลข บิ๊กดาต้าไทย พุ่ง 4 หมื่นล้าน แต่ระวังวิกฤตขาดคนทำเสี่ยง

BDI เปิดตัวเลข บิ๊กดาต้าไทย พุ่ง 4 หมื่นล้าน แต่ระวังวิกฤตขาดคนทำเสี่ยง

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย โดยผลการสำรวจตลาดอุตสาหกรรม Big Data และ AI ประจำปี 2568 พบว่ามูลค่าตลาดพุ่งสูงถึง 41,858 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องถึง 18% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางบรรยากาศการขยายตัวที่น่าตื่นเต้นนี้ กลับพบสัญญาณเตือนภัยที่ถูกนิยามว่าเป็น “วิกฤตเงียบ” นั่นคือการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตรงสาย ซึ่งอาจกลายเป็นคอขวดสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

สถานการณ์ตลาด Big Data และ AI ของประเทศไทยในปี 2568 สะท้อนถึงความตื่นตัวของทั้งภาครัฐและเอกชนที่หันมาให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลเป็นหัวเจาะในการดำเนินธุรกิจ จากการสำรวจองค์กรมากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศด้วยวิธี Ratio-based Market Sizing พบว่ามูลค่ารวมของตลาดแตะระดับ 41,858 ล้านบาท โดยมีโครงสร้างที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าหรือ Value Chain ตั้งแต่กลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม กลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชัน ไปจนถึงกลุ่มผู้ให้บริการที่ปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล การขยายตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพที่องค์กรไทยเริ่มบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับกระบวนการทำงานหลักอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละกลุ่มผู้ให้บริการ จะพบว่ากลุ่มที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดคือกลุ่มผู้ให้บริการที่ปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเติบโตสูงถึง 20.69% ตามมาด้วยกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชันที่ 19.55% และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ 15.97% ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่าความต้องการขององค์กรในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีระบบจัดเก็บข้อมูลที่ดี แต่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาช่วยถอดรหัสข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขการเติบโตจะดูสวยหรู แต่ส่วนแบ่งตลาดของ Big Data ไทยในเวทีโลกยังคงอยู่ที่เพียง 0.41% ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งผลักดันเพื่อขยับตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกให้สูงขึ้น

สำหรับการคาดการณ์ในอนาคตอีก 2 ปีข้างหน้า คือระหว่างปี 2569 ถึง 2570 ทาง BDI ได้ประเมินภายใต้สถานการณ์พื้นฐาน (Baseline) ว่าตลาดจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 18.74% ต่อปี ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลกที่คาดการณ์ไว้ที่ 13% ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตตามเป้าหมายนี้ คือการลงทุนจริงจากภาคธุรกิจที่มองเห็นความจำเป็นของการทำ Digital Transformation เพื่อความอยู่รอด แต่ในขณะเดียวกัน หากประเทศไทยสามารถยกระดับศักยภาพดิจิทัลได้เต็มสูบตามแบบจำลองในสถานการณ์ที่ 3 ตลาดอาจมีโอกาสขยายตัวได้สูงถึง 21.67% ซึ่งจะกลายเป็นแรงส่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค Data Economy อย่างเต็มตัว

วิกฤตขาดแคลนบุคลากร: ระเบิดเวลาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้การเติบโต

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจด้านข้อมูลจะขยายตัวอย่างรุนแรง แต่ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI ได้เน้นย้ำถึงอุปสรรคอันดับหนึ่งที่น่ากังวลที่สุด นั่นคือปัญหาวิกฤตขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญ จากการสำรวจพบว่าองค์กรมากกว่าครึ่งระบุว่าการไม่มีคนทำงานที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอคือปัญหาสำคัญที่สุดที่ขัดขวางการเติบโต โดยเฉพาะทักษะด้าน Business Analysis ที่กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาต้องการสูงถึงร้อยละ 55.05 และทักษะด้าน Data Science และ Data Engineering ที่กลุ่มซอฟต์แวร์และโซลูชันต้องการในสัดส่วนที่เกือบแตะร้อยละ 50 ของความต้องการแรงงานทั้งหมด

สิ่งที่น่ากังวลคือตัวเลขบุคลากรในปัจจุบันที่มีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เพียงประมาณ 700 คน และด้าน Big Data ประมาณ 14,500 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของอุตสาหกรรมและความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ความต้องการในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่คนที่เขียนโปรแกรมเป็น แต่ต้องการ “บุคลากรพันธุ์ผสม” ที่มีทั้งทักษะเชิงเทคนิคที่แม่นยำและความเข้าใจในบริบทของธุรกิจอย่างลึกซึ้งเพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปัญหาการผลิตคนเข้าสู่ตลาดไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การเติบโตของมูลค่าตลาดที่คาดการณ์ไว้อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงเพราะขาดคนขับเคลื่อนเครื่องจักรทางเศรษฐกิจนี้

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องคนแล้ว ภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนที่สูงลิ่วและความซับซ้อนในการเชื่อมต่อเทคโนโลยีใหม่เข้ากับระบบเดิมที่มีอยู่ หรือ Legacy System อีกทั้งความกังวลในเรื่องข้อกฎหมายอย่าง PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายองค์กรไม่กล้าขยับตัวอย่างเต็มที่เพราะกังวลเรื่องการตีความและการปฏิบัติที่ผิดพลาด ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการจะนำพาประเทศไปสู่ Data Economy ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การซื้อเทคโนโลยีมาใช้ แต่ต้องมีการวางรากฐานด้านกฎระเบียบและต้นทุนที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจทุกระดับ

กลยุทธ์ BDI กับการปลดล็อกข้อจำกัดด้วย ThaiLLM และแพลตฟอร์ม D2

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว BDI ได้วางยุทธศาสตร์ผ่านภารกิจหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญ หนึ่งในนั้นคือแพลตฟอร์ม D2 หรือ Data Integration and Intelligence Platform ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนอย่างมีมาตรฐาน โดยมีโรดแมปชัดเจนที่จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2569 เพื่อช่วยยกระดับการตัดสินใจของภาครัฐให้มีความแม่นยำผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มนี้จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่เก็บข้อมูล แต่จะเป็นฐานรากในการพัฒนานโยบายที่มุ่งเป้าและแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างทันท่วงที

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อคนไทยภายใต้รูปแบบ Open Source โดยล่าสุดมีการเผยแพร่โมเดลขนาด 8B และ 30B พารามิเตอร์ไปแล้ว และกำลังจะเปิดตัวโมเดลขนาดใหญ่ที่สุดภายในเดือนมกราคม 2569 นี้ ความสำคัญของ ThaiLLM คือการสร้างอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ให้ไทยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้ในวงการสาธารณสุขร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อสร้างโมเดลเฉพาะทางที่จะช่วยคัดกรองอาการป่วยเบื้องต้น ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้ในช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม 2569

ในด้านการแก้ปัญหากำลังคน BDI ได้เร่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรออนไลน์และกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อสร้างแรงงานดิจิทัลยุคใหม่ เป้าหมายคือการทำให้ประชาชนและบุคลากรในทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI และข้อมูลได้ง่ายขึ้นเพื่อลดช่องว่างของทักษะที่ขาดหาย การสร้างพื้นฐานเชิงโครงสร้างด้านทรัพยากรมนุษย์นี้ถือเป็นภารกิจระยะยาวที่จะช่วยการันตีว่า ประเทศไทยจะมีบุคลากรที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างยั่งยืน และไม่ปล่อยให้การขาดแคลนคนกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางโอกาสทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ทางรอดสู่การเป็นศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน

สำหรับการก้าวไปข้างหน้า ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการ BDI ได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายที่เฉียบคมแบ่งเป็น 2 ระยะ ในระยะสั้น 1-3 ปี สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ขัดขวางการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน พร้อมทั้งเร่งพัฒนาบุคลากรกลุ่ม “Missing Middle” ซึ่งเป็นแรงงานระดับกลางที่มีทักษะดิจิทัลไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังต้องสร้างมาตรฐานความปลอดภัยด้าน AI ในระดับประเทศเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการนำไปใช้งานในวงกว้าง ซึ่งมาตรการระยะสั้นเหล่านี้จะเป็นการวางรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

ส่วนในระยะยาว 4-5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องมุ่งเป้าไปที่การสร้าง Sovereign AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเป็นเอกเทศและเหมาะสมกับบริบทของชาติ โดยภาครัฐควรแสดงบทบาทเป็น “ลูกค้ารายแรก” ในการใช้โซลูชัน AI ของคนไทยเพื่อกระตุ้นให้เกิดวงจรเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมดิจิทัลท้องถิ่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและการยกระดับกฎหมายให้มีความรับผิดชอบต่ออัลกอริทึม (Algorithmic Accountability) จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ใช้งาน แต่เป็นผู้เล่นที่มีความรับผิดชอบและน่าเชื่อถือในเวทีสากล

บทสรุปของการสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า อนาคตของ Big Data และ AI ในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดเงินที่ลงทุนซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการสร้าง “คน” และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม หากเราสามารถแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนบุคลากรและบูรณาการข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มอย่าง D2 ได้สำเร็จ ประเทศไทยก็มีโอกาสสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Big Data และ AI ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างสง่างามตามศักยภาพที่มี การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาจึงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้กลายเป็นความจริง


#TheReporterAsia #BigData #AI #DigitalEconomy #ThaiLLM #BDI #ThailandMarket2026 #TechTalentCrisis #DataDriven

Related Posts