มหากาพย์ ATK ปล้นสิทธิ์ หมอสุภัทร? เจ้าตัวลั่นกาเบอร์ 5 คะแนนไม่ตกน้ำ

มหากาพย์ ATK ปล้นสิทธิ์ หมอสุภัทร? เจ้าตัวลั่นกาเบอร์ 5 คะแนนไม่ตกน้ำ

เปิดปูมความขัดแย้งสะเทือนกระทรวงสาธารณสุขไทย เมื่อ “หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” หรือที่รู้จักกันในนามประธานชมรมแพทย์ชนบท ถูกชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองปี 2569 กรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK เพื่อกอบกู้วิกฤตโควิดในอดีต กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่าง “ความถูกต้องตามระเบียบ” กับ “ความรอดตายของประชาชน” ท่ามกลางกลิ่นอายการเมืองที่รุนแรงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งนัยนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องวินัยข้าราชการ แต่คือบททดสอบครั้งสำคัญของธรรมาภิบาลภาครัฐในเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคม


ย้อนรอยปฏิบัติการนักรบสีขาวบุกกรุง: เมื่อความตายอยู่ตรงหน้าแต่ระเบียบยังขวางทาง

ในวันที่กรุงเทพมหานครถูกขนานนามว่าเป็น “แดนมิคสัญญี” จากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในช่วงเมษายน 2564 ภาพของประชาชนที่ต้องรอเตียงจนเสียชีวิตคาบ้านกลายเป็นความสะเทือนใจไปทั่วประเทศ ขณะนั้นชุดตรวจ ATK กลายเป็นสินค้าหายากที่มีราคาพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว และการตรวจแบบ RT-PCR ในโรงพยาบาลมีคิวล้นเกินกว่าที่ระบบจะรับไหว จนเกิดเป็นภารกิจ “แพทย์ชนบทบุกกรุง” ที่ระดมทีมแพทย์อาสาจากทั่วประเทศ นำโดย หมอสุภัทร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะในขณะนั้น เพื่อรุกคัดกรองผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชนแออัดอย่างต่อเนื่องตั้งแตเช้ายันค่ำ

ปฏิบัติการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการตรวจหาเชื้อ แต่คือการช่วยชีวิตคนในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจสาธารณสุข เพราะทีมแพทย์ชนบทสามารถคัดกรองผู้คนได้มากถึง 192,905 คน และแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนได้กว่า 22,451 ราย ท่ามกลางคำถามจากผู้มีอำนาจบางกลุ่มในขณะนั้นว่า “จะมายุ่งกับคนกรุงเทพฯ ทำไม” ในเมื่อพื้นที่สงขลายังไม่ได้เป็นพื้นที่ระบาดหนัก แต่สำหรับ นพ.สุภัทร และทีมงาน เจตนารมณ์คือการอุดรอยรั่วของระบบที่ส่วนกลางจัดการไม่ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจและชีวิตคนในเมืองหลวงพังทลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทในสภาวะสงครามโรคระบาดกลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 ถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบย้อนหลัง กรรมการสอบวินัยมองว่าการจัดซื้อ ATK ของทีมแพทย์ชนบทมีการ “แบ่งซื้อแบ่งจ้าง” เนื่องจากมีการสั่งซื้อหลายครั้งเพื่อรองรับปริมาณผู้ตรวจที่ไม่แน่นอน โดยไม่ได้พิจารณาเลยว่าในสภาวะวิกฤตที่ไม่มีใครรู้ว่าคนจะแห่มาตรวจเท่าไหร่นั้น การวางแผนจัดซื้อแบบเบ็ดเสร็จในบิลเดียวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ


สงครามราคาและธรรมาภิบาล: ทำไมราคา 230 บาทถึงผิดแต่ 480 บาทถึงถูก?

ประเด็นที่สร้างความฉงนสงสัยให้แก่ภาคประชาชนและนักวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์มากที่สุด คือความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานราคาที่ถูกนำมาใช้พิจารณาความผิด นพ.สุภัทร ยืนยันว่าในขณะที่ราคาท้องตลาดพุ่งไปถึง 350-400 บาท และบางหน่วยงานซื้อได้ในราคาที่สูงกว่านั้นมาก แต่ทีมแพทย์ชนบทกลับสามารถบริหารจัดการจนได้ราคาเพียงชุดละ 230 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่กระทรวงกำหนดเสียด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่าการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณแผ่นดิน กลับถูกเล่นงานเพียงเพราะเหตุผลทางธุรการเรื่องอำนาจการอนุมัติวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทของผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน

หากเปรียบเทียบเชิงลึกจะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เมื่อข้อมูลระบุว่าการจัดซื้อ ATK ในราคาที่สูงถึง 480 บาทต่อชุดกลับถูกมองว่า “ทำถูกระเบียบ” เพียงเพราะมีการผ่านขั้นตอนทางเอกสารที่ครบถ้วนตามแบบฉบับข้าราชการ แต่การที่ นพ.สุภัทร พยายามรักษาผลประโยชน์ของรัฐด้วยการจัดซื้อของดีราคาถูกมาช่วยชีวิตคนกลับถูกตีตราว่าเป็น “ผิดวินัยร้ายแรง” ความลักลั่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบระเบียบพัสดุของไทยอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความคุ้มค่าสูงสุดของเงินภาษี (Value for Money) แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมความประพฤติของบุคลากรเสียมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ นพ.สุภัทร พยายามขอหลักฐานเปรียบเทียบการจัดซื้อของหน่วยงานอื่น เช่น โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า หรือโรงพยาบาลสนามบุษราคัม เพื่อพิสูจน์มาตรฐานการปฏิบัติงานที่เท่าเทียมกัน แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานต้นสังกัด ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเลือกปฏิบัติ การนำกฎเกณฑ์มาตีความอย่างเคร่งครัดในแง่เทคนิคโดยละเลยเจตนาบริสุทธิ์และการช่วยชีวิตคนในยามวิกฤต จึงกลายเป็นบาดแผลใหญ่ในระบบธรรมาภิบาลสาธารณสุขไทยที่ยากจะเยียวยา


เดิมพันการเมืองเลือกตั้ง 69: คำมั่นสัญญากาเบอร์ 5 กับสถานะที่ยังไม่ถูกปลด

มหากาพย์นี้เดินทางมาถึงจุดเดือดเมื่อมีการประชุม อกพ. กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทยเป็นประธาน ซึ่งมีการสอดแทรกวาระพิจารณาปลด นพ.สุภัทร เข้ามาอย่างเร่งด่วนก่อนประชุมไม่กี่ชั่วโมง มติดังกล่าวออกมาที่ 4 ต่อ 3 เสียง โดยฝ่ายที่เห็นชอบให้ปลดล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง ขณะที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 3 ท่านเห็นแย้งว่าไม่ควรปลด เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีนัยแอบแฝงทางการเมืองในช่วงที่ นพ.สุภัทร ลาออกมาเป็นผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน

ล่าสุด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ได้ออกมาสื่อสารกับพี่น้องประชาชนเพื่อลดความกังวลใจในพื้นที่เขต 2 จังหวัดสงขลา โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ผมยังไม่ถูกปลด ยังมีคุณสมบัติครบ กาเบอร์ 5 ได้เหมือนเดิม” เนื่องจากกระบวนการทางวินัยยังไม่สิ้นสุดและปลัดกระทรวงฯ ยังไม่ได้ลงนามคำสั่งปลด เพราะต้องรอความเห็นจากคณะกรรมการ ก.พ. เสียก่อน การประกาศครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าเจ้าตัวพร้อมสู้ทุกรูปแบบ และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่หวังผลให้เกิดการ Vote No หรือทำให้คะแนนเสียงตกน้ำ

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาความผิดจากการซื้อ ATK ในอดีต แต่มันคือการปะทะกันระหว่าง “ข้าราชการนักปฏิบัติ” กับ “อำนาจรัฐส่วนกลาง” ที่ถูกตั้งคำถามว่ากำลังใช้กระบวนการยุติธรรมทางวินัยมาสกัดกั้นคู่แข่งทางการเมืองหรือไม่ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่า ระหว่างหมอที่ยอมเสี่ยงเพื่อช่วยคนในวิกฤต กับระเบียบที่ถูกนำมาใช้ในเวลาที่เหมาะสมทางการเมืองอย่างประจวบเหมาะ สิ่งใดคือสิ่งที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าได้จริงในวันเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้


#หมอสุภัทร #แพทย์ชนบท #จัดซื้อATK #โควิด19 #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง69 #กาเบอร์5 #สงขลาเขต2 #ธรรมาภิบาล #ข่าวการเมือง #TheReporterAsia

Related Posts