สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม “มะพร้าวน้ำหอม” ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกมูลค่ามหาศาลที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปทั่วโลก ทว่าเบื้องหลังความหอมหวานของธุรกิจนี้ กลับซ่อนเร้นไปด้วยความขมขื่นของเกษตรกรไทยที่ถูกเอาเปรียบจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือตลาด ล่าสุดเมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. ได้ยกระดับการตรวจสอบเข้าสู่โหมดเชิงรุก โดยการส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการในจังหวัดราชบุรีอย่างเข้มข้น เพื่อคลี่คลายปมปัญหาและหาหลักฐานมัดตัวผู้กระทำความผิดที่ฉุดรั้งราคามะพร้าวให้ต่ำผิดปกติ
การลงพื้นที่ครั้งใหญ่ในครั้งนี้อยู่ภายใต้การนำของ พันตำรวจโทพงศ์อินทร์ อินทรขาว ที่ปรึกษาด้านการสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อำเภอดำเนินสะดวก แหล่งผลิต มะพร้าวน้ำหอม ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจเยี่ยมตามวงรอบปกติ แต่เป็นการสืบสวนเชิงลึกเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การเข้าพบเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเพื่อรับฟังปัญหาการขายผลผลิตในราคาที่ไม่เป็นธรรม การตรวจสอบโรงงานแปรรูป ตลอดจนการติดตามพฤติกรรมของผู้รับซื้อเพื่อการส่งออกที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าอาจมีการรวมหัวกันผูกขาดตลาด
ความเคลื่อนไหวของ กขค. ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญไปยังกลุ่มผู้ประกอบการที่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนี่คือการใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 อย่างเต็มรูปแบบเพื่อปกป้องโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ได้รับจากการบันทึกถ้อยคำพยานและหลักฐานทางเอกสารหลายส่วน ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้จะกลายเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินความมั่นคงของเกษตรกรไทย และทำลายกลไกการค้าเสรีที่ควรจะเป็นไปตามครรลองของตลาดโลก
เปิดโปงขบวนการฮั้วราคาผ่านโลกออนไลน์และมาตรการแบ่งโควต้าส่งออก
จากการเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นโดย ผศ. ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พบว่าประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพบหลักฐานการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ประกอบการรับซื้อและส่งออกมะพร้าวรายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับทุนต่างชาติ ซึ่งมีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ กลุ่มคนเหล่านี้มีพฤติกรรมใช้ช่องทางสื่อสารออนไลน์เป็นเครื่องมือในการ “ฮั้วราคา” โดยการนัดหมายและตกลงราคารับซื้อมะพร้าวหน้าโรงงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นการทำลายกลไกการแข่งขันโดยสิ้นเชิง
พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การตกลงราคา แต่ยังขยายผลไปถึงการสมคบคิดเพื่อแบ่งส่วนแบ่งตลาดอย่างผิดกฎหมาย หรือการจัดสรรโควต้าตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการส่งออก การที่กลุ่มทุนรายใหญ่ตกลงแบ่งสัดส่วนการส่งออกระหว่างกันนั้น ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยและสร้างกำแพงการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายอื่นที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการตลาดได้อย่างที่ควรจะเป็น พฤติการณ์เหล่านี้เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ อิทธิพลของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาควบคุมกลไกภายในประเทศไทย ยังส่งผลกระทบต่ออำนาจการต่อรองของท้องถิ่นอย่างรุนแรง การมีสมาชิกในกลุ่มสื่อสารออนไลน์จำนวนมากที่เป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทำให้การแพร่กระจายของ “ราคาเป้าหมาย” ที่ต้องการกดให้ต่ำเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง สิ่งนี้ส่งผลให้ราคาในตลาดไม่สะท้อนถึงอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริง แต่เป็นราคาที่ถูกเสกสรรขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย โดยทิ้งให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สวนทางกับรายได้ที่ได้รับจากการขายผลผลิต
ส่องพิรุธอำนาจเหนือตลาดกับการกดราคาสวนทางความจริงของโลก
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเกษตรกรคือ การใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบเพื่อกดราคารับซื้ออย่างรุนแรงจนต่ำกว่าต้นทุนการผลิตมาเป็นระยะเวลานาน สำนักงาน กขค. พบว่ากลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เหล่านี้ไม่ได้มีอำนาจเพียงแค่เงินทุน แต่ยังมีอำนาจในการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างปริมาณตู้คอนเทนเนอร์และช่องทางการเข้าถึงตลาดปลายทางในต่างประเทศ เมื่อเกษตรกรไม่มีทางเลือกในการส่งออกสินค้าเองและไม่สามารถเข้าถึงตลาดปลายทางได้ จึงตกอยู่ในสถานะ “จำยอม” ที่ต้องขายผลผลิตตามราคาที่กลุ่มทุนเหล่านี้กำหนดให้ แม้ว่าราคานั้นจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพก็ตาม
สิ่งที่น่าตกใจและสะท้อนถึงความผิดปกติอย่างรุนแรงคือ “ช่องว่างของราคา” ระหว่างราคาหน้าสวนกับราคาจำหน่ายปลีกในต่างประเทศที่ห่างกันอย่างผิดสังเกต ในขณะที่เกษตรกรไทยได้รับเงินค่ามะพร้าวเพียงเล็กน้อยและต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน แต่ราคาขายปลีกในตลาดโลกกลับยังคงตัวอยู่ในระดับสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความไม่โปร่งใสในกลไกราคาตลอดห่วงโซ่อุปทานนี้ บ่งชี้ว่ามีการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินไปไว้ที่กลุ่มผู้ค้าคนกลางและผู้ส่งออกที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งอาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 และมาตรา 57 ของกฎหมายแข่งขันทางการค้า
ความเหลื่อมล้ำทางธุรกิจเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำลายขวัญและกำลังใจของเกษตรกร แต่ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรม มะพร้าวน้ำหอม ไทยในระยะยาว หากเกษตรกรไม่สามารถอยู่รอดได้เนื่องจากการถูกกดราคาอย่างไม่เป็นธรรม พื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกอาจลดน้อยลง และนำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบคุณภาพในที่สุด การตรวจสอบของ กขค. ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการผ่าตัดใหญ่เพื่อกำจัดเนื้อร้ายที่ใช้อำนาจเงินและอำนาจตลาดมาเบียดเบียนผู้ผลิตรายย่อยอย่างเป็นระบบ
วิกฤตศรัทธามะพร้าวไทยเมื่อพบการปลอมปนน้ำมะพร้าวส่งออก
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องการฉ้อฉลทางราคาแล้ว กขค. ยังตรวจพบข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าส่งออก นั่นคือการพบข้อมูลการผลิตและส่งออกน้ำมะพร้าวที่มีการ “ปลอมปน” โดยมีการนำน้ำมะพร้าวมาผสมกับสารอื่นหรือวัตถุดิบที่มีราคาถูกกว่า แต่กลับสำแดงรายการว่าเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% เพื่อจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโกงผู้บริโภคและบิดเบือนกลไกราคาภายในประเทศให้ต่ำลงเพื่อหวังส่วนต่างกำไรที่มากขึ้น แต่ยังเป็นการทำลายชื่อเสียงของแบรนด์สินค้าเกษตรไทยอย่างร้ายแรงในสายตาชาวโลก
การปลอมปนผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวนั้นมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ เพราะเมื่อความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลกสั่นคลอน ความต้องการและราคาส่งออกโดยรวมย่อมมีโอกาสปรับตัวลดลงในอนาคต กลุ่มทุนที่ทำพฤติกรรมเช่นนี้มักมองเพียงผลกำไรระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมในวงกว้าง การที่น้ำมะพร้าวแท้ถูกนำไปผสมกับสารอื่นทำให้ความต้องการใช้วัตถุดิบจริงลดลง ส่งผลให้ราคามะพร้าวที่รับซื้อจากเกษตรกรถูกดึงให้ต่ำลงไปอีกจากการบิดเบือนปริมาณความต้องการใช้ที่แท้จริง
กขค. ยืนยันว่าข้อมูลและหลักฐานที่รวบรวมได้ในประเด็นการปลอมปนและการสำแดงเท็จนี้ จะถูกนำไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณภาพสินค้าที่ถูกต้องตามที่แจ้งไว้ต่อผู้บริโภคด้วย การบิดเบือนข้อมูลสินค้าถือเป็นอีกหนึ่งในรูปแบบของการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำลายผู้ประกอบการรายอื่นที่ผลิตสินค้าคุณภาพแท้จริงแต่ต้องมาแบกรับต้นทุนที่สูงกว่ากลุ่มทุนที่คดโกงเหล่านี้
บรรทัดฐานใหม่ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานราก
ก้าวย่างต่อไปของสำนักงาน กขค. คือการนำเอาพยานหลักฐานและเอกสารจำนวนมากที่รวบรวมได้จากการลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีในครั้งนี้ มาทำการวิเคราะห์และประมวลผลอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมเกษตรของไทยให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนข้ามชาติที่มีทรัพยากรมหาศาลในการควบคุมตลาด
ทางด้าน ผศ. ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล ได้กล่าวเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของหน่วยงานในการรักษาความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งเสียงสะท้อนจากพื้นที่ระบุว่า การลงพื้นที่เชิงรุกของ กขค. ได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้เผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งจะช่วยสกัดกั้นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผูกขาดและเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตโปร่งใส
ในระยะยาว การแก้ปัญหามะพร้าวน้ำหอมราคาต่ำจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่ผิดปกติ กขค. มุ่งหวังที่จะเห็นตลาดมะพร้าวน้ำหอมไทยกลับมามีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมอีกครั้ง เพื่อให้รายได้จากการส่งออกถูกกระจายกลับไปสู่มือของเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของผลผลิตที่แท้จริง ไม่ใช่ถูกดึงไปกระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลเพียงไม่กี่กลุ่มอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
“สำนักงาน กขค. ยืนยันเจตนารมณ์ในการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างเข้มแข็ง เพื่อปกป้องเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ตลอดจนส่งเสริมให้ตลาดมะพร้าวน้ำหอมมีการแข่งขันที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน”— ผศ. ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
#กขค #มะพร้าวน้ำหอม #ฮั้วราคา #ทุนต่างชาติ #เกษตรกรไทย #การแข่งขันทางการค้า #ราชบุรี #เศรษฐกิจไทย #ส่งออกมะพร้าว #ความเป็นธรรมทางการค้า

