สถานการณ์ความตึงเครียดในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ได้ปรากฏประเด็นร้อนแรงที่สั่นคลอนเสถียรภาพขององค์กรอิสระอย่าง กสทช. เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กำลังถูกขุดคุ้ยและตั้งคำถามอย่างหนักถึงความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่ง
เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นการทำหน้าที่ในองค์กรจัดสรรทรัพยากรของชาติเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้นำประเทศ ทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันและอดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายที่อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนนำไปสู่ความเสียหายระดับรัฐ
ความซับซ้อนของปมปัญหานี้เริ่มต้นจากข้อกำหนดในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งระบุชัดเจนถึงลักษณะต้องห้ามของกรรมการ การฝ่าฝืนข้อกฎหมายดังกล่าวเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ เพราะหากพบว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น การใช้อำนาจที่ผ่านมาทั้งหมดอาจกลายเป็นโมฆะและสร้างความโกลาหลให้แก่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมูลค่าแสนล้านบาท การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นการวัดบรรทัดฐานความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในบ้านเมือง
ในฐานะสื่อมวลชนที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน เราพบว่าหลักฐานที่ปรากฏนั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประเด็นเรื่องการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระหว่างดำรงตำแหน่ง และการแจ้งข้อมูลที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นจุดตายที่ยากจะปฏิเสธได้ บทความนี้จะเจาะลึกถึงก้นบึ้งของข้อกฎหมาย หลักฐานเชิงประจักษ์ และผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นกับฝ่ายบริหาร หากยังคงเพิกเฉยต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้
กับดักกฎหมายมาตรา 8 และปมรับรองตนเองที่เป็นเท็จ
ตามหลักเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการ กสทช. นั้น กฎหมายได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างเคร่งครัดในมาตรา 8 เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและเพื่อให้กรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มเวลา โดยกำหนดให้กรรมการต้องไม่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและต้องไม่ประกอบวิชาชีพอิสระใดๆ รวมถึงวิชาชีพเวชกรรมด้วย หากผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามเพียงกรณีเดียวก็จะถือว่าขาดคุณสมบัติทันทีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มกระบวนการ ซึ่งกรณีของประธาน กสทช. ท่านนี้ มีข้อสงสัยอย่างมากว่าได้สละทิ้งสถานะเดิมก่อนเข้ารับตำแหน่งจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพทางเอกสารเพื่อหลบเลี่ยงข้อบังคับทางกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้ง
เมื่อเจาะลึกไปที่มาตรา 18 จะพบว่ากระบวนการก่อนการกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนั้น ผู้ได้รับการสรรหาต้องแสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพต้องห้ามภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งสำหรับกรรมการชุดปัจจุบันคือต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มกราคม 2565 อย่างไรก็ตาม มีการยื่นหนังสือรับรองตนเองในวันที่ 8 มกราคม 2565 โดยยืนยันว่าได้เลิกประกอบวิชาชีพเวชกรรมเรียบร้อยแล้ว หนังสือฉบับนี้ถือเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในการนำความกราบบังคมทูล เพราะหากข้อมูลในหนังสือนี้ไม่เป็นความจริง จะส่งผลทันทีให้การนำชื่อขึ้นกราบบังคมทูลนั้นตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผิดพลาดและอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง
ปัญหาที่ตามมาคือการตรวจสอบย้อนหลังที่พบว่า ข้อมูลในหนังสือรับรองตนเองนั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างรุนแรง เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่าในช่วงเวลาดังกล่าวจนถึงเดือนเมษายน 2565 ท่านยังคงมีสถานะเป็นแพทย์ที่รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ซึ่งเข้าข่ายการประกอบวิชาชีพอิสระอย่างชัดเจน การที่ยืนยันว่าลาออกแล้วทั้งที่ยังมีรายได้และปฏิบัติหน้าที่ในสถานพยาบาลอยู่ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการขาดคุณสมบัติธรรมดา แต่เป็นการแจ้งเท็จต่อทางราชการเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งอันมีเกียรติ ซึ่งตามมาตรา 18 นั้น กฎหมายระบุว่าหากไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามเงื่อนไข ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิในการเป็นกรรมการ กสทช. ไปโดยปริยาย
หลักฐานรายได้มัดตัวและการฝ่าฝืนมาตรา 20 ต่อเนื่อง
ความผิดปกติไม่ได้หยุดอยู่เพียงช่วงก่อนรับตำแหน่งเท่านั้น แต่จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและรายได้ในช่วงปี 2565 ถึง 2568 พบว่ายังมีรายได้จากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ามิได้เลิกประกอบอาชีพตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 8 เลยแม้แต่น้อย การกระทำเช่นนี้เข้าเงื่อนไขในมาตรา 20 (5) ที่ระบุว่ากรรมการ กสทช. ต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ซึ่งหมายความว่าสถานะการเป็นกรรมการของท่านควรจะสิ้นสุดลงทันทีตั้งแต่วันที่ตรวจพบการฝ่าฝืน แต่ทว่าปัจจุบันยังคงมีการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่องสำคัญของชาติอยู่ประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเอกสารจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ระบุชัดเจนว่า ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ท่านยังมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลานี้คาบเกี่ยวกับวันที่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในวันที่ 13 เมษายน 2565 เพียงวันเดียวเท่านั้น หลักฐานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าหนังสือรับรองตนเองที่ยื่นไปก่อนหน้านั้นคือการแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นจริงต่อวุฒิสภาและนำไปสู่การกราบบังคมทูลที่ผิดพลาด การที่ยังคงประกอบวิชาชีพจนถึงวันสุดท้ายก่อนโปรดเกล้าฯ และยังทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นการท้าทายกฎหมายและอำนาจการตรวจสอบของสังคมอย่างไม่เกรงกลัว
การวินิจฉัยของคณะกรรมาธิการ ICT ของวุฒิสภาชุดที่ผ่านมาก็ได้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกันว่า ประธาน กสทช. ท่านนี้ขาดคุณสมบัติจริงและควรถูกถือว่าเป็นผู้สละสิทธิไปแล้วตามกฎหมาย มาตรา 18 แต่ดูเหมือนว่าอำนาจการบริหารงานใน กสทช. จะยังคงถูกรวบยอดไว้ที่คนเพียงกลุ่มเดียวโดยไม่สนใจต่อผลการวินิจฉัยหรือข้อกฎหมายที่มัดตัวอย่างหนาแน่น ประเด็นนี้จึงกลายเป็นคำถามที่ว่า มีอำนาจใดหนุนหลังหรือมีผลประโยชน์ใดซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ ถึงทำให้บุคคลที่ขาดคุณสมบัติชัดเจนขนาดนี้ยังสามารถนั่งตำแหน่งประธานองค์กรที่มีอำนาจล้นมือต่อไปได้
ผลทางปกครองที่สูญสิ้นและการก้าวล่วงพระราชอำนาจ
ในทางกฎหมายปกครอง ตำแหน่ง ประธาน กสทช. เป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังนั้นอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่จึงต้องอิงอยู่กับพระบรมราชโองการเป็นสำคัญ เมื่อมีการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 8 และ 18 ประกอบมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ผลทางปกครองย่อมขาดสะบั้นลงทันที เนื่องจากกฎหมายมาตรา 180 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการแต่งตั้งและการพ้นจากตำแหน่งไว้อย่างเคร่งครัด หากบุคคลใดไม่มีสิทธิได้รับแต่งตั้งตั้งแต่ต้น การปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบันย่อมเข้าข่ายการแอบอ้างใช้อำนาจโดยปราศจากฐานรองรับทางกฎหมายที่ชอบธรรม
ความน่ากังวลที่สุดคือการ “แอบอ้างพระราชอำนาจ” เพื่อประโยชน์ส่วนตน เพราะเมื่อสถานะความเป็นกรรมการ กสทช. สิ้นสุดลงตามกฎหมายแล้ว แต่ยังคงอ้างชื่อตำแหน่งที่ได้จากการโปรดเกล้าฯ เพื่อลงนามในคำสั่งทางปกครอง ทำสัญญากับเอกชน หรือออกระเบียบต่างๆ ย่อมถือเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงลงพระปรมาภิไธยโดยมีเงื่อนไขว่าผู้รับตำแหน่งต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย การเพิกเฉยไม่นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งตามที่มาตรา 180 กำหนดไว้ จึงเป็นความผิดร้ายแรงที่ฝ่ายบริหารจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
หลักกฎหมาย “ขึ้นทางไหนลงทางนั้น” มีความชัดเจนในตัวเอง เมื่อการแต่งตั้งต้องผ่านพระราชวินิจฉัย การพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติประจักษ์ชัดก็ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการเดียวกัน นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้เสนอและสนองพระบรมราชโองการจะอ้างว่าต้องรอการวินิจฉัยจากหน่วยงานอื่นไปเรื่อยๆ เพื่อดึงเวลาไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงเรื่องการรับเงินรายได้จากการเป็นหมอนั้นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ไม่ต้องใช้การตีความที่ซับซ้อน การปล่อยให้บุคคลที่ “สละสิทธิ” ไปแล้วยังทำหน้าที่อยู่ จึงเป็นการทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรมของประเทศอย่างรุนแรง
บรรทัดฐาน “สุภิญญา กลางณรงค์” และการเปรียบเทียบที่ชัดเจน
หากจะหาบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เทียบเคียงได้ กรณีของคุณสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด ในครั้งนั้นมีการออกพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 20 วรรคสอง ที่ระบุว่าการพ้นจากตำแหน่งต้องมีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติจริง ไม่ใช่วันที่ออกเอกสารทางการ ดังนั้น สำหรับประธาน กสทช. คนปัจจุบัน หากมีการพิจารณาตามมาตรฐานเดียวกัน ผลทางกฎหมายย่อมต้องย้อนกลับไปถึงปี 2565 ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจหรือการเซ็นเอกสารสำคัญทั้งหมดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตกเป็นโมฆะและเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากผู้เสียประโยชน์
กรณีของคุณสุภิญญาพิสูจน์ให้เห็นว่า การพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัตินั้นไม่ต้องรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญหรือคณะกรรมการสรรหาให้เสียเวลา เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องพ้นทันทีเมื่อเหตุแห่งการขาดคุณสมบัตินั้นเกิดขึ้น ฝ่ายบริหารมีหน้าที่เพียงตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อนำความกราบบังคมทูลเท่านั้น การที่ประธาน กสทช. ท่านนี้พยายามโยนเรื่องกลับไปที่กรรมการสรรหาจึงเป็นเพียงข้ออ้างทางการเมืองที่ไม่มีฐานกฎหมายรองรับ เพราะกรรมการสรรหาหมดหน้าที่ไปตั้งแต่วันที่การสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว
ความพยายามในการบิดเบือนข้อกฎหมายเพื่อรักษาอำนาจไว้ให้นานที่สุด กำลังสร้างความเสียหายให้แก่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หากในอนาคตศาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินว่าท่านขาดคุณสมบัติตั้งแต่วันแรกจริง โดมิโนความเสียหายจะล้มทับทุกโครงการที่ท่านเคยอนุมัติ ไม่ว่าจะเป็นการประมูลคลื่นความถี่ การควบรวมกิจการ หรือการจัดสรรงบประมาณกองทุน USO ซึ่งเงินทุกบาททุกสตางค์คือภาษีของประชาชนที่ถูกนำมาบริหารโดยคนที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม
นายกรัฐมนตรีเสี่ยงคุก? ปมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในเวลานี้คือบทบาทของนายกรัฐมนตรี ทั้งคนปัจจุบันและอดีตนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาที่ความผิดปกติเริ่มแดงขึ้นมา กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งหมายความว่ามีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลให้การบริหารงานของ กสทช. เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อทราบข้อเท็จจริงแล้วแต่ยังนิ่งเฉย ไม่ดำเนินการนำความกราบบังคมทูลเพื่อระงับการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นการสนับสนุนให้มีการก้าวล่วงพระราชอำนาจโดยทางอ้อม
การที่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้บุคคลที่กฤษฎีกาได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าเป็นผู้ “สละสิทธิ” ยังคงใช้อำนาจต่อไปได้ ถือเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่สูงมาก เพราะในอนาคตหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจหรือมีการฟ้องร้องดำเนินคดี นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่รู้เห็นข้อเท็จจริง เนื่องจากมีทั้งรายงานจากวุฒิสภาและคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาเป็นหลักฐานยืนยันความผิดปกติมาอย่างยาวนาน การเลือกที่จะ “ลอยตัว” เหนือปัญหาจึงไม่ใช่ทางออกที่ปลอดภัย แต่เป็นช่องโหว่ที่จะถูกใช้ในการเอาผิดทางกฎหมายในภายหลัง
สังคมกำลังจับตามองว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีถึงกล้าเสี่ยงเอาเก้าอี้ผู้นำไปแลกกับการปกป้องประธาน กสทช. เพียงคนเดียว มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวใดที่ลึกซึ้งกว่าที่สาธารณชนรับรู้หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการประกอบอาชีพในโรงพยาบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนหรือนักการเมืองระดับสูง ซึ่งหากเป็นความจริงจะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟเรื่องการคอร์รัปชันเชิงนโยบายและการเอื้อประโยชน์ต่อกันในหมู่ชนชั้นนำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
บทสรุปของ “ประธานเทา” กับจุดจบที่อาจสะเทือนทั้งรัฐบาล
คำถามที่วนเวียนอยู่ในใจของประชาชนคือ สรุปแล้วประธาน กสทช. รายนี้คือ “ประธานเทา” ที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายและเส้นสายทางการเมืองเพื่อครองอำนาจใช่หรือไม่ การเพิกเฉยของฝ่ายบริหารที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการเลี้ยงไข้ที่นับวันจะยิ่งทำให้อาการป่วยของระบบนิติรัฐไทยทรุดหนักลง หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าปกป้องคนผิดโดยไม่สนความถูกต้อง บรรทัดฐานนี้จะกลายเป็นตัวอย่างที่เลวร้ายว่าใครที่มีอำนาจก็สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ และความยุ่งเหยิงที่จะตามมาหลังจากนี้อาจจะรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
บทเรียนจากกรณีนี้สอนให้รู้ว่า ความโปร่งใสขององค์กรอิสระคือกุญแจสำคัญของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ หากองค์กรที่คุมทรัพยากรของชาติถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมตั้งแต่ระดับสูงสุด ความเชื่อมั่นจากต่างชาติย่อมสูญสิ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนในเทคโนโลยี 5G/6G และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย รัฐบาลควรต้องตระหนักว่าการตัดเนื้อร้ายออกไปแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าปล่อยให้มะเร็งกฎหมายนี้ลุกลามจนทำพังไปทั้งระบบบริหารราชการแผ่นดิน
ในท้ายที่สุด โดมิโนกฎหมายนี้กำลังเริ่มล้มลงทีละตัว จากคุณสมบัติส่วนบุคคล สู่ความชอบธรรมขององค์กร และจบลงที่ความรับผิดชอบของผู้นำประเทศ หากวันนี้ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบหรือการดำเนินการที่ชัดเจนตามกฎหมาย ประวัติศาสตร์จะจดจำว่านี่คือยุคสมัยที่กฎหมายถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือของคนมีอำนาจ และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชนชาวไทยที่ต้องทนเห็นทรัพยากรของชาติถูกบริหารโดยกลุ่มคนที่มีเครื่องหมายคำถามติดตัวอยู่ตลอดเวลา
#กสทช #ประธานกสทช #ขาดคุณสมบัติ #นายกรัฐมนตรี #การเมืองไทย #เศรษฐกิจไทย #TheReporterAsia

