กลุ่มบริษัทสามารถ ประกาศศักดาปี 2569 ชูยุทธศาสตร์ “Unlock Unlimited Opportunities” ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจรอบทิศทาง พร้อมตั้งเป้ากวาดรายได้รวมทะลุ 1.4 หมื่นล้านบาท เตรียมงบเดินหน้าดีล M&A เสริมแกร่ง มั่นใจปีนี้ผลงานโดดเด่นที่สุดในรอบทศวรรษ
กลุ่มบริษัทสามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART ได้ออกมาเปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจสำหรับปี 2569 โดยประกาศให้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “Unlock Unlimited Opportunities” หรือการพร้อมเติบโตไร้ขีดจำกัด ซึ่งทางผู้บริหารระดับสูงมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าปีนี้จะเป็นปีทองของกลุ่มบริษัท จากปัจจัยบวกหลายด้านที่เริ่มส่งผลดีอย่างชัดเจน ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงความสำเร็จจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ในการรุกตลาดด้วยโซลูชันใหม่ๆ และการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณบวกที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนและวงการธุรกิจไทย โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 14,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี พร้อมตั้งเป้ากำไรเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าไม่ต่ำกว่า 75% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากงานในมือ (Backlog) ที่แข็งแกร่งมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 และยังมีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลงานใหม่อีกมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อสะสมงานในมือให้ทะลุ 20,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว
กลยุทธ์หลักที่จะถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรในปีนี้ประกอบด้วย 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Unlimited Solutions ที่มุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัลโซลูชัน Unlimited Collaborations ที่เน้นการจับมือกับพันธมิตรและการควบรวมกิจการ (M&A) เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และ Unlimited Opportunities ที่เปิดกว้างสำหรับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะกลยุทธ์ด้าน M&A ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่ผู้บริหารระบุว่าจะช่วยเร่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้กลุ่มสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และตลาดใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เจาะลึกวิสัยทัศน์แม่ทัพใหญ่: “ปีแห่งการปลดล็อกและการลงทุนเชิงรุก”
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับก้าวต่อไปของกลุ่มบริษัท โดยเน้นย้ำว่าปี 2569 จะเป็นปีที่กลุ่มสามารถกลับมาผงาดอย่างเต็มตัว หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการปรับตัวและฟื้นฟูธุรกิจในปีที่ผ่านมา ซึ่งผลประกอบการเริ่มกลับมาเป็นบวกและมีความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการปัญหาต่างๆ จนคลี่คลายลง ทำให้บริษัทมีความพร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนและขยายธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ อีกต่อไป
ในส่วนของการขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุนและการควบรวมกิจการ (M&A) นั้น นายวัฒน์ชัยระบุว่าบริษัทไม่ได้ปิดกั้นโอกาสและมีความยืดหยุ่นสูง โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตและสอดคล้องกับทิศทางของโลกอนาคต เช่น ธุรกิจพลังงานสะอาด ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเดิมที่มีอยู่ โดยบริษัทเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนสำหรับการเจรจาธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจมีมูลค่าตั้งแต่หลักร้อยล้านไปจนถึงหลักพันล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความน่าสนใจของแต่ละดีล
“ปีนี้คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ดีมากของบริษัท ทั้งการสร้างงานใหม่ การเพิ่มรายได้ และการเติบโตของกำไร ด้วยการเดินเกมรุกธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากเราจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) แล้ว เรายังเตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กร และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวด้วย”
SAMART Telcoms: ผู้นำ Digital ICT กับภารกิจพิชิต New S-Curve
ทางด้านสายธุรกิจ Digital ICT Solutions ซึ่งนำโดย บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่ม โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 6,500 ล้านบาท หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อน ซึ่งปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้แล้วกว่า 6,500 ล้านบาท บริษัทมุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชันที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Cloud Solutions เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของลูกค้า
ความโดดเด่นของ SAMTEL ในปีนี้คือการมุ่งเน้นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาระบบ ERP ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ซึ่งถือเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงระบบ Core Banking ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GHB) และระบบงานของกรมที่ดิน นอกจากนี้ บริษัทยังรุกตลาดความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) และเทคโนโลยีป้องกันโดรน (Anti-Drone) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้มีความสม่ำเสมอและยั่งยืน
นอกจากนี้ การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบของ SAMTEL ยังรวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการศึกษา (EdTech) โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Power School เพื่อเจาะตลาดโรงเรียนเอกชนและหน่วยงานการศึกษา ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่เน้นภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนมากขึ้น การผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งในธุรกิจเดิมกับนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ SAMTEL มีศักยภาพที่จะ “Unlock” โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิส่งกลับมายังบริษัทแม่ได้อย่างมีนัยสำคัญในปีนี้

SAV และ U-Trans: น่านฟ้าและพลังงาน ขุมทรัพย์ทำเงินแห่งอนาคต
สำหรับสายธุรกิจ Utilities & Transportations นำทัพโดย บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAV ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิทยุการบินในประเทศกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจดาวรุ่งที่สร้างผลกำไรได้อย่างโดดเด่น โดยในปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวมของกลุ่มนี้ไว้ที่ 6,800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จาก SAV ประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 30% จากปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการเปิดน่านฟ้าเสรี โดยเฉพาะเที่ยวบินจากจีนและเวียดนามที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากการให้บริการวิทยุการบินแล้ว SAV ยังมีแผนขยายธุรกิจไปสู่การจำหน่ายและติดตั้งอุปกรณ์ในสนามบิน (Airport Solutions) รวมถึงระบบตรวจจับวัตถุแปลกปลอม (FOD) ซึ่งเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญเดิมไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีแผนจะเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน มูลค่ารวมกว่า 2,300 ล้านบาท การขยายตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียวและสร้างการเติบโตที่มั่นคงยิ่งขึ้น ในขณะที่บริษัท เทด้า (TEDA) ซึ่งดูแลด้านการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและสายส่ง ก็มีผลงานที่ยอดเยี่ยมด้วย Backlog กว่า 3,800 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 2,000 ล้านบาท
ในส่วนของโครงการ Direct Coding หรือระบบพิมพ์รหัสควบคุมบนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ยังคงเดินหน้าสร้างรายได้ตามเป้าหมาย โดยในปีที่ผ่านมามีการพิมพ์รหัสไปแล้วกว่า 960 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างรายได้ในปี 2569 ได้เกือบ 1,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ถือเป็น Cash Cow ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งของกลุ่มบริษัทที่ช่วยเสริมสภาพคล่องและกำไรขั้นต้นได้อย่างดีเยี่ยม แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจในกลุ่ม Utilities ที่มีความหลากหลายและมั่นคง
Samart Digital (SDC): พลิกฟื้นคืนชีพ ด้วยโมเมนตัมแห่งการเติบโต
ทางด้าน บริษัท สามารถดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC ซึ่งเคยประสบปัญหาขาดทุนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนภายใต้แนวคิด “Momentum of Growth” โดยผลประกอบการเริ่มกลับมาเป็นบวกติดต่อกันถึง 5 ไตรมาส แสดงให้เห็นว่าธุรกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอย่างเต็มตัว ในปีนี้ SDC ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 900 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 57% โดยมีรายได้หลักจากธุรกิจวิทยุสื่อสารระบบดิจิทัล (Digital Trunk Radio) ที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคงตามแนวชายแดน
กลยุทธ์สำคัญของ SDC ในปีนี้คือการขยายฐานผู้ใช้งานวิทยุสื่อสารดิจิทัลไปยัง 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical), กลุ่มความมั่นคงชายแดน และกลุ่มตำรวจทางหลวง ซึ่งเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ระบบสื่อสารที่มีความเสถียรและแม่นยำสูง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันดูดวงและสายมู (Mu-Tech) ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ เช่น การสร้าง Immersive Experience ในย่านราชประสงค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่น่าจับตามองในแง่ของการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับความเชื่อและไลฟ์สไตล์
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือการมองหาโอกาสในธุรกิจเกมและ E-Sports โดย SDC กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับยักษ์ใหญ่อย่าง Tencent เพื่อเป็นพันธมิตรในการให้บริการเกมในประเทศไทย โดยเฉพาะเกมแนวกีฬาซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทแม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ SDC ที่จะไม่หยุดนิ่งอยู่กับธุรกิจเดิม แต่พร้อมที่จะปรับตัวและหาช่องทางรายได้ใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและหลุดพ้นจากกับดักการขาดทุนในอดีตอย่างถาวร
บทสรุปผลการดำเนินงานและก้าวต่อไปที่ท้าทาย
เมื่อพิจารณาภาพรวมทางการเงินของกลุ่มบริษัทสามารถในปี 2569 ผู้บริหารคาดการณ์ว่าจะมีกำไรสุทธิรวมประมาณ 859 ล้านบาท ซึ่งมาจากการผนึกกำลังของทุกสายธุรกิจ โดย SAMTEL จะทำกำไรได้ประมาณ 300 ล้านบาท, SAV ประมาณ 620 ล้านบาท, SDC พลิกมีกำไร 100 ล้านบาท และกลุ่มอื่นๆ อีกประมาณ 130 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของการบริหารจัดการต้นทุนและการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใน
ความท้าทายในปีนี้คือการผลักดันให้โครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการประมูลงานใหม่มูลค่ามหาศาลและการปิดดีล M&A ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเร่งการเติบโต อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานและความพร้อมของทีมบริหาร ทำให้กลุ่มสามารถมั่นใจว่าจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคและบรรลุเป้าหมายรายได้ 14,000 ล้านบาท พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับองค์กรได้อย่างภาคภูมิ สมกับแนวคิด “Unlock Unlimited Opportunities” ที่ได้ประกาศไว้
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามารถ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือผลการประมูลโครงการใหญ่ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีนี้ รวมถึงความชัดเจนในดีลร่วมทุนต่างๆ ที่จะทยอยประกาศออกมา ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า “กลุ่มสามารถ” จะสามารถผงาดกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำเทคโนโลยีไทยและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับผู้ถือหุ้นได้ตามที่คาดหวังหรือไม่
#SAMART #กลุ่มสามารถ #เศรษฐกิจไทย #หุ้นเทคโนโลยี #SAMTEL #SAV #SDC #ลงทุน #ข่าวเศรษฐกิจ #UnlockUnlimitedOpportunities

