SAMART รุกหนักออกหุ้นกู้ใหม่ ทริสยัน BBB+ แบ็คล็อกแน่นหมื่นล้าน

SAMART รุกหนักออกหุ้นกู้ใหม่ ทริสยัน BBB+ แบ็คล็อกแน่นหมื่นล้าน

บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของไทย กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในตลาดทุน หลังจากที่บริษัทได้ประกาศแผนการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เทคโนโลยีกลายเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การขยับตัวครั้งนี้ของ SAMART ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินงาน แต่ยังเป็นการตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ICT ที่มีรากฐานมั่นคงและมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศมาอย่างยาวนาน

ล่าสุด ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของไทย ได้ประกาศยืนยันอันดับเครดิตองค์กรของ SAMART ที่ระดับ “BBB+” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณบวกให้แก่เหล่านักลงทุนถึงเสถียรภาพของบริษัทที่มีความพร้อมในการเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ การจัดอันดับในครั้งนี้พิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งในส่วนของผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา และโครงสร้างทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ SAMART กลายเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจในเชิงความมั่นคงระยะยาว

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในรอบนี้คือการที่บริษัทปรับเพิ่มวงเงินการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เป็นไม่เกิน 850 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าแผนเดิมที่เคยตั้งไว้ที่ 600 ล้านบาท การปรับเพิ่มวงเงินนี้แสดงถึงการวางแผนล่วงหน้าเพื่อรองรับการขยายตัวของโครงการต่างๆ และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อชำระคืนหนี้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล


เจาะลึกหุ้นกู้ชุดใหม่ 850 ล้านบาทกับนัยสำคัญทางโครงสร้าง

สำหรับการออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 850 ล้านบาทนี้ ทริสเรทติ้งได้จัดอันดับเครดิตไว้ที่ระดับ “BBB” ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอนภายในระยะเวลา 3 ปี แม้ว่าอันดับเครดิตของหุ้นกู้จะต่ำกว่าอันดับเครดิตองค์กรอยู่ 1 ขั้น แต่เรื่องนี้มีคำอธิบายทางเทคนิคที่ชัดเจนว่าเกิดจากเกณฑ์การพิจารณาเรื่องการด้อยสิทธิในเชิงโครงสร้าง (Structural Subordination) เนื่องจาก SAMART มีภาระหนี้สินในระดับบริษัทย่อยที่ดำเนินงานอยู่และหนี้จากเงินกู้โครงการในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ระดับ BBB ยังคงอยู่ในกลุ่ม Investment Grade หรือระดับที่สามารถลงทุนได้ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม

หากพิจารณาถึงโครงสร้างหนี้ ณ เดือนกันยายน 2568 จะพบว่าบริษัทมีอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน (Priority Debt Ratio) อยู่ที่ประมาณ 74% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 50% ของทริสเรทติ้ง ตัวเลขนี้เป็นผลมาจากรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ SAMART ที่มักจะใช้บริษัทลูกเป็นหัวหอกในการรับงานโครงการต่างๆ ทำให้หนี้สินส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ที่ระดับปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทแม่เข้ามาระดมทุนผ่านหุ้นกู้ครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มสภาพคล่องและสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสินทรัพย์ส่วนกลางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการสนับสนุนบริษัทย่อยในอนาคต

วัตถุประสงค์หลักของการระดมทุนในครั้งนี้มีความชัดเจนและมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางการเงิน โดยบริษัทจะนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้เดิม ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยหรือปรับโครงสร้างระยะเวลาการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดจากโครงการมากขึ้น นอกจากนี้ ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจประจำวันและการเตรียมความพร้อมสำหรับการประมูลงานใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ICT ที่ต้องมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและฐานการเงินที่ปึกแผ่นเพื่อแข่งขันในระดับสากล


ผลประกอบการสุดแกร่ง: รายได้พุ่ง แบ็คล็อกทะลุหมื่นล้าน

ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของ SAMART ได้เป็นอย่างดี โดยบริษัทสามารถทำรายได้รวมจากการดำเนินงานได้ถึง 7.8 พันล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องกับประมาณการของนักวิเคราะห์และสถาบันจัดอันดับเครดิต ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ทำให้รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาจากสายธุรกิจ Digital ICT Solution ที่มีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทสามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของทั้งภาครัฐและเอกชนได้อย่างแม่นยำ

ในส่วนของกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) นั้น SAMARTทำได้น่าประทับใจที่ระดับ 1.9 พันล้านบาท เมื่อหักรายการพิเศษครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าสินทรัพย์และข้อพิพาททางกฎหมายออกไป ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของ “รายได้ประจำ” (Recurring Income) ซึ่งเป็นรายได้ที่มีความต่อเนื่องและมั่นคง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (Cost Optimization) ส่งผลให้โครงสร้างกำไรของบริษัทมีความเสถียรมากกว่าในอดีตที่เคยพึ่งพารายได้จากโครงการเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนใจชื้นที่สุดคือ “มูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ” หรือ Backlog ที่มีสะสมอยู่สูงถึง 1.77 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ปริมาณงานในมือจำนวนมหาศาลนี้เปรียบเสมือนหลักประกันรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงระยะใกล้และปานกลาง ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการได้เป็นอย่างดี Backlog เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและผลงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่ง SAMARTมีความได้เปรียบในจุดนี้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม


สถานะทางการเงิน: หนี้ต่ำ สภาพคล่องล้น เตรียมพร้อมโตก้าวกระโดด

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งของ SAMARTในปัจจุบันคือสถานะทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับหนี้สินอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ ณ เดือนกันยายน 2568 บริษัทมีหนี้สินที่ปรับปรุงแล้วเพียง 2.5 พันล้านบาทเท่านั้น ตัวเลขหนี้สินที่ลดลงนี้เป็นผลมาจากความสำเร็จในการบริหารจัดการกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและการควบคุมการลงทุนอย่างรอบคอบ ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งแกร่งมากสำหรับบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี

ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า SAMARTจะยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งนี้ไว้ได้ โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 1.5 เท่าอย่างต่อเนื่อง การรักษาวินัยทางการเงินเช่นนี้จะช่วยให้บริษัทมี “ความสามารถในการกู้ยืม” (Debt Capacity) เพิ่มขึ้นในอนาคต หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจใหม่ๆ หรือการควบรวมกิจการที่จะสร้าง New S-Curve ให้กับกลุ่มบริษัท ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง แต่ SAMARTก็ยังให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง (Prudent Financial Management) หากบริษัทมีแผนจะลงทุนครั้งใหญ่ในกลุ่มธุรกิจหลักเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ๆ ทริสเรทติ้งเชื่อมั่นว่าฝ่ายบริหารจะยังคงให้น้ำหนักกับการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและการรักษาความมั่นคงทางการเงิน โดยจะไม่ยอมให้อัตราหนี้สินพุ่งสูงจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งความน่าเชื่อถือนี้เองคือหัวใจสำคัญในการรับงานโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐและคู่ค้าทางธุรกิจ


ความท้าทายและโอกาส: อนาคตของยักษ์ใหญ่ ICT ในสนามแข่งที่รุนแรง

แม้ว่าทิศทางของ SAMARTจะดูสดใส แต่อุตสาหกรรม ICT ก็ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งคู่แข่งในประเทศและบริษัทข้ามชาติ รวมถึงลักษณะเฉพาะของธุรกิจรับเหมาโครงการที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนของรายได้ รายได้ของบริษัทส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายเศรษฐกิจหรือสถานการณ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม SAMARTได้แก้เกมด้วยการขยายฐานรายได้ประจำและเพิ่มความหลากหลายของบริการด้านดิจิทัลโซลูชันเพื่อลดการพึ่งพางบประมาณโครงการเพียงอย่างเดียว

ในส่วนของอันดับเครดิตในอนาคต ทริสเรทติ้งระบุว่าโอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในระยะปานกลางนั้นยังมีอยู่อย่างจำกัด แต่ปัจจัยสำคัญที่จะรักษาอันดับเครดิต “BBB+” ไว้ได้คือการรักษาความสามารถในการแข่งขันและผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน หากบริษัทมีการลงทุนที่ใช้หนี้เงินกู้สูงเกินไปจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA เกินกว่า 3.5 เท่าอย่างต่อเนื่อง หรือผลการดำเนินงานถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจส่งผลต่อการปรับลดอันดับเครดิตได้ ซึ่งดูจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ 0.9 เท่าแล้ว ถือว่าบริษัทยังมีพื้นที่หายใจอีกกว้างขวางมาก

โดยสรุปแล้ว SAMARTในวันนี้คือบริษัทที่ผ่านการปรับโครงสร้างและพิสูจน์ตัวเองจนกลับมามีความแข็งแกร่งทั้งในด้านผลประกอบการและฐานเงินทุน การออกหุ้นกู้ 850 ล้านบาทจึงไม่ใช่แค่การหาเงินทุนธรรมดา แต่เป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ตลาดมีต่อบริษัท และเป็นแท่นกระโดดสำคัญที่จะนำพากลุ่มสามารถคอร์ปอเรชั่นไปสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีของภูมิภาคได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วย Backlog ที่หนาแน่นและวินัยทางการเงินที่เข้มงวด อนาคตของ SAMARTจึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ควรคลาดสายตา


#SAMART #TRISRating #หุ้นกู้ #ICT #TechNews #Investment #เศรษฐกิจวันนี้ #TheReporterAsia

Related Posts