ตีแผ่องค์กรกวาดรางวัลโปร่งใส แต่เบื้องหลัง คอร์รัปชัน พุ่งกระฉูด

ตีแผ่องค์กรกวาดรางวัลโปร่งใส แต่เบื้องหลัง คอร์รัปชัน พุ่งกระฉูด

ท่ามกลางความพยายามของประเทศไทยในการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ให้ดีขึ้นในระดับสากล เรามักจะได้เห็นพิธีมอบรางวัลเกียรติยศด้านความโปร่งใสให้แก่หน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่างการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA เป็นตัวชี้วัดหลัก ทว่าในทางปฏิบัติกลับเกิดคำถามที่น่าสนใจจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจว่า เหตุใดหน่วยงานที่ได้รับคะแนนความโปร่งใสในระดับ “ดีเยี่ยม” หรือได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับมีข่าวคราวเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ การจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อไปในทางทุจริต หรือแม้แต่การใช้อำนาจโดยมิชอบปรากฏบนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นภาวะลักลั่นระหว่าง “ตัวเลขในกระดาษ” กับ “ความเป็นจริงในสังคม”

ปรากฏการณ์ความย้อนแย้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศ เนื่องจากรางวัลความโปร่งใสที่ควรจะเป็นตราสัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจ กลับกลายเป็นเพียงเกราะกำบังหรือเครื่องมือทางการตลาดของบางหน่วยงานเพื่อใช้สร้างภาพลักษณ์บังหน้า ความรู้สึกของประชาชนที่ต้องเผชิญกับการทุจริตเชิงประจักษ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อราชการที่ยังต้องมี “ค่าปลอมปลอม” หรือการเห็นงบประมาณแผ่นดินถูกละเลงไปกับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้คุณค่าของรางวัลเหล่านี้ลดน้อยถอยลงไปอย่างน่าใจหาย และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงมาตรฐานการตรวจสอบของหน่วยงานผู้ออกรางวัลเองว่ามีความเข้มงวดและสะท้อนความจริงได้มากน้อยเพียงใด

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังของหน่วยงานและองค์กรที่เคยได้รับรางวัลด้านความโปร่งใส แต่กลับมีเสียงสะท้อนและเรื่องร้องเรียนด้านการทุจริตอย่างไม่ขาดสาย พร้อมวิเคราะห์สาเหตุเชิงโครงสร้างว่าเหตุใดระบบการประเมินในปัจจุบันจึงอาจ “สอบผ่าน” ในเชิงเอกสารแต่ “สอบตก” ในความรู้สึกของประชาชน โดยเราจะสำรวจผ่านกรณีศึกษาของหน่วยงานระดับประเทศไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อชี้ให้เห็นว่าช่องโหว่ของกระบวนการสร้างความโปร่งใสปลอม ๆ กำลังกัดกินรากฐานทางเศรษฐกิจของไทยอย่างไร และอะไรคือทางออกที่แท้จริงในการสร้างธรรมาภิบาลที่สัมผัสได้จริงไม่ใช่เพียงแค่การโชว์ใบประกาศเกียรติคุณบนฝาผนัง


กับดักตัวชี้วัด ITA เมื่อคะแนนความโปร่งใสสวนทางกับโลกความเป็นจริง

เกณฑ์การประเมิน ITA ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นำมาใช้นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือเชิงบวกในการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐปรับปรุงระบบการทำงานให้เปิดเผยและตรวจสอบได้มากขึ้น โดยเน้นไปที่การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะและการมีระบบป้องกันการทุจริตภายในองค์กร อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่พบคือหน่วยงานส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การทำ “งานเอกสาร” เพื่อให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดมากกว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากรอย่างแท้จริง การอัปโหลดข้อมูลลงบนเว็บไซต์หรือการจัดทำคู่มือต่าง ๆ สามารถทำได้โดยง่ายและได้รับคะแนนสูงในหมวดการเปิดเผยข้อมูล แต่นั่นไม่ได้การันตีว่าในขั้นตอนปฏิบัติงานจริงจะไม่มีการเรียกรับสินบนหรือการฮั้วประมูลเกิดขึ้นในมุมมืดที่ตัวชี้วัดเหล่านี้เข้าไม่ถึง

หลายองค์กรที่ได้รับคะแนนในระดับ “A” หรือ “AA” ติดต่อกันหลายปี มักมีเทคนิคในการจัดการข้อมูลเพื่อตอบโจทย์แบบสอบถามที่ส่งไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภายในและภายนอกองค์กร มีรายงานระบุว่าบางหน่วยงานมีการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็น “คนกันเอง” หรือมีการกำชับบุคลากรให้ตอบแบบสอบถามในเชิงบวกเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงานและผลประโยชน์ในรูปของโบนัสหรือความดีความชอบ ส่งผลให้ผลคะแนนที่ออกมานั้นสูงลิ่วเกินจริง และกลายเป็นเครื่องมือในการฟอกตัวให้กับผู้บริหารหรือองค์กรที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสซุกซ่อนอยู่ใต้พรม ความผิดเพี้ยนของระบบประเมินเช่นนี้จึงทำให้รางวัลความโปร่งใสกลายเป็นเพียง “พิธีกรรมทางปกครอง” ที่สร้างความอิ่มเอิบใจให้กับข้าราชการ แต่สร้างความระเหี่ยใจให้กับประชาชนที่ยังต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ

การที่ตัวชี้วัดเน้นไปที่การมี “กระบวนการ” แต่ไม่ได้เน้นที่ “ผลลัพธ์” ของการลดทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงสามารถใช้ประโยชน์ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่หน่วยงานสอบผ่านเกณฑ์ความโปร่งใสเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเพียงเพราะมีการประกาศ TOR บนเว็บไซต์ตามกำหนด แต่ในความเป็นจริงกลับมีการล็อกสเปกตั้งแต่อยู่ในขั้นตอนร่างความต้องการ หรือมีการใช้บริษัทนอมินีเข้าแข่งขัน ซึ่งกระบวนการ ITA ไม่สามารถตรวจจับความสัมพันธ์เชิงลึกเหล่านี้ได้ คะแนนที่สูงจึงไม่ได้สะท้อนถึงการปราศจากการทุจริต แต่สะท้อนถึงความสามารถในการปฏิบัติตามระเบียบเชิงรูปแบบได้อย่างแนบเนียนเท่านั้น


สถาบันสีกากีกับรางวัลที่ขัดแย้งกับศรัทธาของมหาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานในสังกัด เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดของความย้อนแย้งระหว่างรางวัลและความเป็นจริง หลายกองบังคับการเคยได้รับคำชมเชยและคะแนน ITA ในระดับที่สูงอย่างน่าตกใจ แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวคราวเรื่อง “ส่วย” และการเรียกรับผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทากลับเป็นประเด็นร้อนที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่กรณีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีทรัพย์สินมหาศาลอย่างผิดปกติ ไปจนถึงการตั้งด่านรีดไถนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการรายย่อย สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการประเมินความโปร่งใสในระดับองค์กรไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและเครือข่ายผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนานได้เลย

ความล้มเหลวของการใช้รางวัลความโปร่งใสมาการันตีภาพลักษณ์ของตำรวจเห็นได้ชัดจากกรณีอื้อฉาวที่มีการเปิดโปงเรื่องการซื้อขายตำแหน่งและการส่งส่วยเป็นทอด ๆ แม้หน่วยงานต้นสังกัดจะโชว์ผลการประเมินธรรมาภิบาลที่ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ความจริงที่ปรากฏผ่านการสืบสวนอิสระและเสียงร้องเรียนจากประชาชนกลับบ่งชี้ไปในทางตรงกันข้าม การที่หน่วยงานที่มีอำนาจล้นมือและมีช่องทางในการใช้อำนาจตามอำเภอใจสามารถคว้าเกียรติยศด้านความโปร่งใสมาครองได้ ยิ่งตอกย้ำถึงความอ่อนแอของระบบตรวจสอบภายในและความไร้ประสิทธิภาพของเกณฑ์การประเมินที่ถูกออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่ได้ลงลึกไปถึงโครงสร้างอำนาจที่เอื้อต่อการทุจริตเชิงระบบ

เมื่อประชาชนเห็นหน่วยงานที่พวกเขาตั้งคำถามเรื่องความสุจริตขึ้นรับรางวัลความโปร่งใสบนเวทีระดับชาติ ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบย่อมพังทลายลง ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมาคือต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้น เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาระบบที่โปร่งใสตามที่รางวัลกล่าวอ้างได้จริง แต่ต้องกลับไปใช้วิธีการแบบเดิม ๆ เพื่อเอาตัวรอด รางวัลความโปร่งใสในบริบทนี้จึงไม่ต่างอะไรกับโฆษณาชวนเชื่อที่สวนทางกับประสบการณ์ตรงของประชาชน และกลายเป็นรอยด่างพร้อยที่กัดเซาะความสง่างามของหน่วยงานผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างรุนแรง


องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการทุจริตภายใต้ฉากหน้า “เมืองต้นแบบ”

ในระดับท้องถิ่น เรามักจะเห็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลายแห่งคว้ารางวัล “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี” หรือรางวัลด้านความโปร่งใสอื่น ๆ มาประดับสำนักงาน แต่หลังจากการรับรางวัลไม่นาน กลับพบการบุกเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ในข้อหาทุจริตงบประมาณ โครงการที่มักเป็นประเด็นคือการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ที่ราคาสูงเกินจริง เช่น เสาไฟประกินนก โครงการก่อสร้างถนนที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรที่ใช้งานไม่ได้จริง ทั้งที่หน่วยงานเหล่านี้สอบผ่านเกณฑ์ความโปร่งใสมาอย่างต่อเนื่องด้วยเอกสารที่ดูสมบูรณ์แบบ

สาเหตุที่องค์กรท้องถิ่นเหล่านี้สามารถคว้ารางวัลได้ท่ามกลางการทุจริต คือการสร้างระบบ “เอกสารไร้ที่ติ” (Paper Perfection) โดยใช้ทีมที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำข้อมูลเพื่อตอบโจทย์การประเมินโดยเฉพาะ การมีระบบรับเรื่องร้องเรียนที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามเกณฑ์แต่ไม่มีการดำเนินการจริง หรือการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน ทำให้คะแนนในส่วนของกระบวนการออกมาดูดีมาก ขณะที่เงินงบประมาณรั่วไหลผ่านการกำหนดสเปกในลักษณะที่เอื้อต่อผู้รับเหมาที่เป็นหัวคะแนนหรือคนใกล้ชิดนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งระบบการประเมินทั่วไปมักจะมองไม่เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจและผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านี้

ความเสียหายจากกรณีเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตัวเงินที่สูญเสียไป แต่ยังรวมถึงการเสียโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น เมื่อเงินภาษีถูกนำไปใช้ในโครงการที่ “เน้นส่วนต่าง” มากกว่า “เน้นประโยชน์ใช้สอย” เศรษฐกิจฐานรากจึงไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างที่ควรจะเป็น รางวัลที่ได้รับกลับกลายเป็นเครื่องมือที่นักการเมืองท้องถิ่นใช้ในการหาเสียงและสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองเพื่อดำรงอยู่ในอำนาจต่อไป การที่ประชาชนเห็นผู้นำที่พัวพันกับการทุจริตได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ยิ่งทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อการตรวจสอบ (Civic Passivity) เพราะรู้สึกว่าการเรียกร้องความถูกต้องเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายในระบบที่ให้รางวัลกับคนที่มีความแนบเนียนในการปกปิดความผิด


ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ: รางวัลลวงตาที่ฉุดรั้งการลงทุนและนวัตกรรม

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ความโปร่งใสถือเป็น “สินค้าสาธารณะ” ที่มีความสำคัญต่อการลดต้นทุนธุรกรรมและการสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เสรี แต่เมื่อรางวัลความโปร่งใสในประเทศไทยขาดความศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถสะท้อนความจริงได้ มันจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง นักลงทุนระดับโลกไม่ได้พิจารณาเพียงแค่คะแนน ITA ของหน่วยงานราชการ แต่พวกเขาดูที่ความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และความเสี่ยงในการถูกเรียกรับสินบน หากสถิติเป็นใจแต่ในทางปฏิบัติยังต้องเผชิญกับมาเฟียในเครื่องแบบหรือระบบอุปถัมภ์ที่เข้มข้น พวกเขาจะมองว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและขาดความน่าเชื่อถือในระยะยาว

นอกจากนี้ การให้รางวัลกับองค์กรที่ยังมีปัญหาทุจริตยังเป็นการทำลายระบบแรงจูงใจ (Incentive Structure) ในระบบราชการ หน่วยงานที่ตั้งใจทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตจริง ๆ แต่อาจจะไม่เก่งเรื่องการทำเอกสารนำเสนอ อาจไม่ได้รับรางวัลหรือการสนับสนุนเท่าที่ควร ในขณะที่หน่วยงานที่รู้จัก “เล่นกับตัวเลข” กลับได้รับการยกย่องและงบประมาณเพิ่มขึ้น ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิด “การคัดเลือกที่ไม่เป็นธรรม” (Adverse Selection) ซึ่งจะทำให้คนเก่งและคนดีในระบบหมดกำลังใจ และปล่อยให้วัฒนธรรมการสร้างภาพลักษณ์ครอบงำองค์กรภาครัฐ จนไม่เกิดการพัฒนานวัตกรรมในการบริการประชาชนที่โปร่งใสอย่างแท้จริง

ต้นทุนของการทุจริตที่แฝงอยู่ภายใต้รางวัลความโปร่งใสนั้นมหาศาล ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าการทุจริตในโครงการรัฐสามารถทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นได้ถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการ หากหน่วยงานที่ได้รับรางวัลยังคงปล่อยให้มีการรั่วไหลเช่นนี้ นั่นหมายความว่างบประมาณแผ่นดินหลายหมื่นล้านบาทกำลังสูญหายไปในแต่ละปีโดยมีใบประกาศเกียรติคุณเป็นฉากกั้น ความไร้ประสิทธิภาพนี้จะฉุดดั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานล่าช้าและมีคุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลที่ต้องการความรวดเร็วและตรวจสอบได้แม่นยำ


ทางออกและการปฏิรูป: จากการประเมิน “เชิงรูปแบบ” สู่ “เชิงประจักษ์”

หากต้องการกอบกู้ความเชื่อมั่นในรางวัลความโปร่งใสกลับคืนมา สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรื้อระบบการประเมินใหม่ทั้งหมด โดยต้องลดน้ำหนักของงานเอกสารลงและเพิ่มน้ำหนักให้กับ “เสียงสะท้อนจริงจากผู้รับบริการ” ในลักษณะที่ตรวจสอบย้อนกลับได้และปราศจากการแทรกแซง การใช้เทคโนโลยี Blockchain หรือ Big Data เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและการจัดซื้อจัดจ้างแบบ Real-time จะช่วยให้เห็นภาพความจริงได้มากกว่าการอ่านรายงานสรุปผลประจำปีที่ถูกปรุงแต่งมาแล้ว การให้คะแนนควรมาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ที่เชื่อมโยงกับสถิติการร้องเรียนและผลการดำเนินคดีทุจริตที่เกิดขึ้นจริงในหน่วยงานนั้น ๆ

นอกจากนี้ กระบวนการมอบรางวัลควรมีความใจกว้างในการรับฟังข้อมูลจากภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน หากหน่วยงานใดถูกเสนอชื่อรับรางวัลแต่มีประเด็นอื้อฉาวที่ยังไม่คลี่คลายในสังคม ควรมีการระงับหรือตรวจสอบเชิงลึกก่อนที่จะมอบเกียรติยศนั้นให้ การสร้างระบบ “การริบคืนรางวัล” (Award Revocation) ในกรณีที่พบการทุจริตในภายหลัง จะเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานต้องรักษามาตรฐานความสุจริตไว้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ทำดีเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการตรวจประเมิน รางวัลต้องเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยความยากลำบากและต้องรักษาไว้ด้วยความซื่อสัตย์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ได้มาเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือการทำเอกสารที่สวยหรู

ท้ายที่สุดแล้ว ความโปร่งใสที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบ Open Data ที่ง่ายต่อการนำไปวิเคราะห์และเปรียบเทียบ โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานกลางมาเป็นผู้ประเมินเพียงฝ่ายเดียว เมื่อใดที่ประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ได้จากสมาร์ทโฟน และมีระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพ เมื่อนั้นรางวัลความโปร่งใสจึงจะมีความหมายและสะท้อนถึงธรรมาภิบาลที่แท้จริง การปฏิรูปนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่อเสียงของประเทศ แต่เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยุติธรรมและยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในอนาคต


#เศรษฐกิจไทย #ความโปร่งใส #ทุจริตคอร์รัปชัน #รางวัลITA #ตรวจสอบรัฐบาล #ธรรมาภิบาล #ปปช #งบประมาณแผ่นดิน #ส่วย #ข่าวเศรษฐกิจ

Related Posts