5 พฤติกรรมค้นหาด้วย AI พลิกโฉมโลก Marketing ที่นักธุรกิจต้องรู้ทัน

5 พฤติกรรมค้นหาด้วย AI พลิกโฉมโลก Marketing ที่นักธุรกิจต้องรู้ทัน

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป พฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการตลาดที่เราเคยรู้จัก เดิมทีเส้นทางของผู้บริโภคหรือ Marketing Funnel ถูกมองว่าเป็นลำดับขั้นตอนที่เป็นระเบียบ เริ่มต้นจากการรับรู้ไปสู่การพิจารณาและจบลงที่การตัดสินใจซื้อ ทว่าในปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวได้พังทลายลงและถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์ที่รวดเร็ว ลื่นไหล และไร้รอยต่อมากขึ้น โดยมี AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถข้ามผ่านความซับซ้อนในอดีตไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้ในทันที

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทุกหนทุกแห่งรอบตัว พวกเขาไม่ต้องการรอคอยและมีความคาดหวังสูงต่อความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับ การเข้ามาของ AI ในระบบการค้นหาไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงฟีเจอร์ให้ดีขึ้น แต่คือการพลิกวิธีคิดในการเข้าถึงข้อมูลอย่างสิ้นเชิง เมื่อผู้คนสามารถสื่อสารกับเครื่องมือค้นหาได้เหมือนกับการคุยกับที่ปรึกษาส่วนตัว ระยะเวลาระหว่างความต้องการและความสำเร็จจึงหดสั้นลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้แบรนด์ที่ยังยึดติดกับกลยุทธ์ Marketing แบบเดิมกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสในการแข่งขันในตลาดดิจิทัล

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 นี้ Google ได้ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ได้เข้าสู่ “โหมด AI” อย่างเต็มตัว โดยมีความละเอียดซับซ้อนในการตั้งคำถามมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของผู้นำธุรกิจที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อ 5 ช่วงเวลาสำคัญที่กำลังนิยาม Marketing ใหม่ หากแบรนด์สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้บริโภคในช่วงเวลาเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมที่ชาญฉลาดและมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นกว่าเดิม


ช่วงเวลา “ฉันอยากได้อันนั้นจัง!”: เมื่อโลกจริงและโลกดิจิทัลกลายเป็นโชว์รูมสินค้า

พฤติกรรมแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ AI ได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นในโลกออนไลน์หรือโลกแห่งความเป็นจริง ให้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าที่สามารถเข้าถึงได้ทันที ผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ได้จำกัดการค้นหาอยู่แค่การพิมพ์ข้อความลงในช่องค้นหาอีกต่อไป แต่พวกเขาใช้สายตาและความรู้สึกนำทางผ่านเครื่องมืออย่าง Google Lens และฟีเจอร์ “Circle to Search” หรือการวงเพื่อค้นหา ซึ่งช่วยให้แรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีสามารถเปลี่ยนเป็นรายการสินค้าในตะกร้าได้โดยไม่ต้องอาศัยคีย์เวิร์ดใดๆ

ข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ปัจจุบัน 1 ใน 5 ของการค้นหาผ่าน Google Lens แสดงให้เห็นถึง “ความตั้งใจเชิงพาณิชย์” อย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่าเมื่อผู้คนยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายภาพรองเท้าที่เห็นบนถนน หรือวงรูปกระเป๋าในวิดีโอโซเชียลมีเดีย พวกเขาไม่ได้แค่สงสัยว่าเป็นแบรนด์อะไร แต่พวกเขากำลังมองหาแหล่งซื้อที่สะดวกและคุ้มค่าที่สุด การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ช่องว่างระหว่างความต้องการและความครอบครองหายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แบรนด์ต้องเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลภาพและข้อมูลในรูปแบบ Multimodal เพื่อให้ระบบ AI สามารถจับคู่สินค้ากับความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ

ในมุมมองของนักการตลาด นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากยุคของการค้นหาด้วยคำ (Word-based Search) ไปสู่ยุคของการค้นหาด้วยบริบท (Context-based Search) แบรนด์ที่มีความพร้อมในการจัดการฐานข้อมูลรูปภาพและข้อมูลสินค้าที่มีความละเอียดสูง จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมนี้ เพราะ AI จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อความอยากได้ของผู้บริโภคเข้ากับสินค้าในคลังของคุณได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองที่ซับซ้อนเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดการขายตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกค้าเกิดความประทับใจ


ช่วงเวลา “ช่วยหาสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ”: การค้นหาผ่านบทสนทนาที่ชาญฉลาด

พฤติกรรมที่สองคือความคาดหวังในความแม่นยำและเป็นส่วนตัวผ่านการตั้งคำถามที่ซับซ้อนขึ้น ในอดีตผู้ใช้อาจพิมพ์เพียงคำสั้นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่กว้างขวาง แต่ในวันนี้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในความฉลาดของ AI มากขึ้นจนเปลี่ยนมาใช้ภาษาธรรมชาติที่มีรายละเอียดสูง เช่น การระบุไลฟ์สไตล์ ความชอบเฉพาะตัว และเงื่อนไขด้านเวลาเข้าด้วยกันในการค้นหาเพียงครั้งเดียว เพื่อให้ AI สังเคราะห์คำตอบที่ “ตรงใจ” มากที่สุด แทนที่จะต้องมานั่งไล่ดูผลลัพธ์หลายๆ เว็บไซต์ด้วยตัวเอง

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรายวันกว่า 75 ล้านคนที่ใช้งานการค้นหาในโหมด AI ซึ่งขับเคลื่อนโดยโมเดล Gemini รุ่นล่าสุดที่รองรับถึง 40 ภาษาทั่วโลก ความสามารถของมันไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาข้อมูล แต่เป็นการเข้าใจถึง “ความตั้งใจ” และ “ความแตกต่างที่ละเอียดอ่อน” ของคำถาม ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาสินค้าหดสั้นลงอย่างมาก เพราะ AI ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวที่ช่วยเปรียบเทียบและคัดสรรตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดมาให้เรียบร้อยแล้วภายในบทสนทนาเพียงครั้งเดียว

ความหมายต่อภาคธุรกิจคือ แบรนด์ไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่การทำ Keyword Matching แบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกและครอบคลุมทุกแง่มุมของประสบการณ์ผู้ใช้ การที่ AI สามารถให้ผลลัพธ์ที่เหมาะกับแต่ละบุคคล (Personalized Results) หมายความว่าธุรกิจต้องนำเสนอคุณค่าที่ชัดเจนและแตกต่าง เพื่อให้ AI เลือกนำเสนอแบรนด์ของคุณในฐานะคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามที่ซับซ้อนเหล่านั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงขึ้นและการตัดสินใจซื้อที่รวดเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว


ช่วงเวลา “ฉันพร้อมที่จะดูข้อมูลเพิ่มเติม”: คัดกรอง Lead คุณภาพด้วยขุมพลัง AI

ในพฤติกรรมที่สาม AI กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวกรองขนาดใหญ่” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพของการเข้าชมเว็บไซต์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หลายคนอาจกังวลว่าการที่ AI สรุปคำตอบให้บนหน้าค้นหาจะทำให้ยอดการคลิกไปยังเว็บไซต์ลดลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือการคัดกรองผู้ใช้ที่มีความตั้งใจต่ำออกไปก่อน และส่งต่อเพียง “Lead คุณภาพสูง” ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกจริงๆ ไปยังเว็บไซต์ของผู้เผยแพร่หรือร้านค้าออนไลน์

ผู้ใช้ที่คลิกออกจากหน้าผลลัพธ์ที่มี “ข้อมูลภาพรวมโดย AI” มักจะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อจริงหรือต้องการทำธุรกรรมที่ซับซ้อนขึ้น เพราะคำถามพื้นฐานของพวกเขาได้รับการตอบสนองไปแล้ว ดังนั้นเมื่อพวกเขาตัดสินใจคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ แบรนด์จะพบว่าผู้เยี่ยมชมเหล่านี้ใช้เวลาบนหน้าเว็บนานขึ้น มีอัตราการโต้ตอบที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็น Conversion ได้ง่ายกว่าการคลิกแบบสุ่มจากคีย์เวิร์ดทั่วไป ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณการตลาดในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับธุรกิจที่เน้นการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือ เพราะ AI จะส่งต่อลูกค้าที่ “พร้อม” ที่สุดมาให้ถึงมือคุณ หน้าที่ของแบรนด์จึงเปลี่ยนจากการดึงดูดปริมาณคนเข้าเว็บ (Quantity) มาเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเพื่อปิดการขาย (Quality) การจัดเตรียมข้อมูลบนเว็บไซต์ให้รองรับการทำงานของ AI จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า เมื่อผู้บริโภคผ่านขั้นตอนการคัดกรองจาก AI มาแล้ว พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการจากแบรนด์ของคุณอย่างครบถ้วนและไร้ที่ติ


ช่วงเวลา “ฉันต้องมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ”: การสร้าง Trust บนเส้นทางที่ซับซ้อน

แม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่พื้นฐานสำคัญของการค้าขายอย่าง “ความไว้วางใจ” (Trust) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในพฤติกรรมที่สี่ เส้นทางของผู้บริโภคอาจจะดูยุ่งเหยิงและไม่เป็นเส้นตรง แต่กระแสการสร้างความมั่นใจนั้นชัดเจนมาก ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z มักจะใช้ YouTube เป็นช่องทางหลักในการค้นหารีวิวและเปรียบเทียบสินค้าจริงเพื่อความมั่นใจก่อนเสียเงิน ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่แบรนด์จะมองข้ามไม่ได้

ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้โซเชียลมีเดียกว่า 70% ยังคงกลับมาใช้ Google Search เพื่อประเมินความน่าซื้อและตรวจสอบข้อมูลซ้ำอีกครั้งหลังจากที่เห็นสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียอื่นๆ นี่คือช่วงเวลาแห่งความลังเลที่ AI สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเปรียบเทียบราคา คุณสมบัติ และความคิดเห็นจากผู้ใช้จริงแบบสรุปจบในที่เดียว การปรากฏตัวของแบรนด์ในข้อมูลภาพรวมโดย AI ในช่วงเวลานี้จึงมีมูลค่าสูงมหาศาล เพราะเป็นการนำเสนอข้อเสนอที่ดีที่สุดในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนการตัดสินใจ

แบรนด์ที่ชาญฉลาดจึงต้องสร้างตัวตนที่แข็งแกร่งทั้งในรูปแบบวิดีโอบน YouTube และข้อมูลที่ค้นหาได้บน Search เพื่อสอดประสานกันในการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า การสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใส การมีรีวิวที่มีคุณภาพ และการแสดงผลโฆษณาที่ตรงจังหวะในระหว่างที่ AI กำลังให้ข้อมูลภาพรวม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคข้ามผ่านความกังวลและตัดสินใจเลือกแบรนด์ของคุณด้วยความมั่นใจเต็มร้อย


ช่วงเวลา “ช่วยทำให้ฉันได้ไหม”: จากการถามคำถามสู่การสั่งการด้วย AI Agent

พฤติกรรมที่ห้าและถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาจากการสอบถามไปสู่การสั่งการ หรือที่เรียกว่ายุคของ “AI Agent” ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่ข้อมูลอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการให้ระบบ AI ลงมือทำงานแทนให้เสร็จสรรพ เช่น การจองโต๊ะร้านอาหารที่มีเงื่อนไขเฉพาะเจาะจง การโทรสอบถามสต็อกสินค้ากับร้านค้าใกล้บ้าน หรือแม้แต่การตั้งค่าแจ้งเตือนเมื่อสินค้าที่เล็งไว้ลดราคาลงถึงระดับที่ต้องการ ซึ่ง AI สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคในการโต้ตอบกับแพลตฟอร์มต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ

วิวัฒนาการนี้ทำให้การมีโครงสร้างข้อมูลที่ถูกต้อง กลายเป็นเรื่องที่ชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจ หากข้อมูลของแบรนด์ไม่ได้รับการจัดระเบียบให้เข้าถึงได้ง่ายโดยระบบ AI หรือไม่เชื่อมโยงกับพาร์ทเนอร์เทคโนโลยีที่สำคัญ ระบบ AI Agent จะไม่สามารถดึงข้อมูลของคุณไปนำเสนอหรือดำเนินการแทนผู้ใช้ได้ และจะข้ามไปหาคู่แข่งที่เตรียมระบบไว้พร้อมกว่าทันที นี่คือยุคที่ “การมองเห็น” ของแบรนด์ไม่ได้วัดกันที่หน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่การเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบเบื้องหลัง

ดังนั้น ธุรกิจจำเป็นต้องเปิดรับการเชื่อมต่อกับ AI Agent ผ่านแพลตฟอร์มพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นระบบการจองหรือกราฟการช็อปปิ้ง เพื่อให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศที่ AI สามารถเข้าถึงและสั่งการได้ การเตรียมความพร้อมในจุดนี้จะช่วยให้แบรนด์ของคุณไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลือกหนึ่งในหน้าค้นหา แต่เป็นตัวเลือกที่ AI “ดำเนินการ” ให้กับลูกค้าได้ทันที ซึ่งเป็นการสร้างความสะดวกสบายขั้นสูงสุดและสร้างความจงรักดีภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว


กลยุทธ์การปรับตัวสู่โลกการตลาด AI Max และการจัดการข้อมูล

เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้ง 5 รูปแบบ Google ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ คำแนะนำที่สำคัญที่สุดคือการเปิดใช้งาน Google AI Max สำหรับแคมเปญ Search ซึ่งจะช่วยเชื่อมต่อแบรนด์เข้ากับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ AI สร้างขึ้น โดยมีการพิสูจน์แล้วว่าผู้ลงโฆษณาที่ใช้แนวทางนี้สามารถเพิ่ม Conversion หรือมูลค่า Conversion ได้เฉลี่ยถึง 14% โดยที่ต้นทุนต่อการกระทำ (CPA) ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจและใกล้เคียงเดิม

นอกจากเรื่องของเครื่องมือแล้ว การให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลพื้นฐาน” หรือ First Party Data ที่มีคุณภาพสูงคือปัจจัยตัดสินความสำเร็จ เพราะ AI จะทำงานได้ทรงพลังที่สุดเมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและสดใหม่ไปใช้ในการประมวลผล แบรนด์จึงต้องเร่งเพิ่มคุณภาพข้อมูลและทำให้ข้อมูลเหล่านั้นพร้อมใช้งานผ่านระบบ AI ของ Google เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่แม่นยำและเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด รวมถึงการใช้ AI Agent ในเชิงรุกเพื่อช่วยวินิจฉัยปัญหาของแคมเปญโฆษณาและสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การเติบโตของธุรกิจ

“เราเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยตนเอง โดยพบว่าผู้คนค้นหาในโหมด AI ด้วยรายละเอียดที่ยาวและซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยย่นระยะเวลาระหว่างขั้นตอนการค้นพบและการตัดสินใจของผู้บริโภค” — ทีมบริหารของ Google (กล่าวถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2025-2026)

สุดท้ายนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับยุค Agent ไม่ใช่เรื่องของการรอเวลา แต่คือการลงมือทำในวันนี้ผ่านการประสานงานกับพาร์ทเนอร์เทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้ข้อมูลของแบรนด์ถูกบรรจุอยู่ในระบบนิเวศที่ใหญ่พอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร้รอยต่อ ผู้บริโภคกำลังกำหนดนิยามใหม่ของการค้นหาด้วยความเร็วและความคาดหวังที่สูงขึ้น แบรนด์ที่สามารถตามทันพฤติกรรมเหล่านี้ได้เท่านั้นที่จะยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในสมรภูมิการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI


#การตลาดAI, #GoogleSearch, #DigitalMarketing2026, #พฤติกรรมผู้บริโภค, #AIAgent, #TheReporterAsia, #GoogleLens, #GeminiAI, #GoogleAds, #ธุรกิจยุคใหม่