กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รุกคืบยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มสูบ นำโดยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่จังหวัดนครพนมเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญ ทั้งการยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะผ่านโครงการ “1 ตำบล 1 ดิจิทัล” (OTOD#2) และการขยายผลศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายดิจิทัลระดับประเทศเข้าสู่บริบทของท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดนครพนมที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์โดดเด่นในฐานะประตูสู่ภูมิภาคอินโดจีน เชื่อมโยงเศรษฐกิจไปยัง สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจชายแดนให้กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่ทันสมัยและปลอดภัยสำหรับทุกคน
เป้าหมายสูงสุดของกระทรวงดีอีคือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านการสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือบริการด้านดิจิทัลอื่น ๆ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้ชุมชนสามารถ “คิดเอง เลือกเอง และใช้เอง” ได้อย่างเข้าใจและปลอดภัย เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พลิกโฉมเกษตรกรรมด้วย OTOD#2 ดันรายได้ชุมชนพุ่งเป้า 500 ล้านบาท
โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล หรือ OTOD#2 ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยเฉพาะที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ ซึ่งได้รับการสนับสนุนระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ (IoT Smart Farm) และโรงเรือนมุ้งกันแมลงมาตรฐานสากล การนำเทคโนโลยีเข้ามาควบคุมสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูกนี้ ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรต้องเผชิญมาตลอด ทั้งเรื่องแมลงศัตรูพืช โรคระบาด และสภาพอากาศที่แปรปรวนไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตอย่างรุนแรงในอดีต
“กระทรวงดีอี มุ่งมั่นส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้ และความเชื่อมั่นด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน ทั้งด้านการสนับสนุนการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อการประกอบอาชีพ การเกษตร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ผ่านการอบรม ให้ความรู้ และสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับประชาชนในพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” — นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากการใช้ระบบอัจฉริยะนี้ คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตหน่อกล้วยอย่างก้าวกระโดด โดยเกษตรกรในพื้นที่ระบุว่าจากเดิมที่เคยผลิตได้เพียง 100 หน่อที่ใช้งานได้จริง (จากทั้งหมด 200 หน่อซึ่งเน่าเสียไปครึ่งหนึ่ง) คาดว่าเมื่อมีโรงเรือนจะสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 300 หน่อต่อรอบการผลิต ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนจากการสูญเสียผลผลิต แต่ยังทำให้ชุมชนมีสินค้าจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่าการทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาฟ้าฝนเพียงอย่างเดียว
ในภาพรวมระดับประเทศ กระทรวงดีอีคาดการณ์ว่าโครงการ OTOD#2 จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 500 ล้านบาท จากการกระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชนทั่วไทย ผ่านการรับรองมาตรฐานจากผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ในบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) และเครื่องหมาย dSURE เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีที่ชุมชนเลือกใช้นั้นมีคุณภาพและปลอดภัย เป็นการยกระดับทักษะการบริหารจัดการกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง

ศูนย์ดิจิทัลชุมชน: สะพานเชื่อมโอกาสและทักษะแห่งอนาคต
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ กระทรวง ดีอี ในการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชน ณ วิทยาลัยธาตุพนม ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการดิจิทัลแก่กลุ่มนักศึกษาและประชาชนทั่วไป โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Literacy) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดและรู้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ๆ ที่แฝงมากับโลกออนไลน์ในปัจจุบัน
ปัจจุบันศูนย์ดิจิทัลชุมชนได้ขยายตัวครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 2,222 ศูนย์ โดยสถิติล่าสุดพบว่ามีประชาชนเข้าใช้บริการรวมกันมากกว่า 15 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการของภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศูนย์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงห้องคอมพิวเตอร์ แต่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์โอกาสในการประกอบอาชีพ การฝึกอบรมทักษะใหม่ ๆ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบทให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ
“ทางวิทยาลัยเรามีการสอนตั้งแต่ระดับ ปวช. ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือเราไม่ได้เก็บเงินค่าเทอม เพราะเราต้องการสร้างคนเพื่อพัฒนาประเทศ การให้เงินเท่าไหร่ก็ใช้หมด แต่ถ้าเราให้วิชาความรู้ เขาจะสามารถเป็นคนทำงานและเลี้ยงชีพได้ไปทั้งชีวิต การมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีจากกระทรวงฯ เข้ามาช่วย จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาและชุมชนโดยรอบ” — ศาสตราจารย์ ดร.วิชัย ประณีตพลกรัง อธิการบดี (ในฐานะผู้แทนวิทยาลัย)
นอกจากความรู้ด้านเทคนิคแล้ว ศูนย์ดิจิทัลชุมชนยังมีบทบาทในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนสายอาชีพ ซึ่งนักศึกษาจะได้รับโอกาสในการฝึกฝนกับอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานในอนาคต การสร้างคนที่มีคุณภาพและมีทักษะดิจิทัลถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ เพราะเทคโนโลยีจะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของผู้ที่ใช้งานเป็นและรู้เท่าทัน
นครพนมสู่ยุทธศาสตร์ Logistics Hub เชื่อมโยงเศรษฐกิจอินโดจีน
จังหวัดนครพนมถูกวางตำแหน่งให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทั้งในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีองค์พระธาตุพนมและพระธาตุประจำวันเกิดครบทั้ง 7 วันเป็นแม่เหล็กสำคัญ รวมถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรม 9 ชชนเผ่า 2 เชื้อชาติ การนำดิจิทัลเข้ามาเสริมในภาคการท่องเที่ยว เช่น เส้นทางจักรยานริมแม่น้ำโขงที่ยาวที่สุด หรือแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อย่างบ้านลุงโฮจิมินห์ จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวและเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล
วิสัยทัศน์ที่น่าสนใจในการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้คือการผลักดันให้นครพนมเป็น “Express Transit” หรือศูนย์กลางการนำเข้าและส่งออกสินค้าแบบครบวงจร เนื่องจากตั้งอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมต่อโดยตรงไปยังเวียดนามและเมียนมา การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ทั้งระบบเครือข่ายความเร็วสูงและ Server ที่กระจายตัวอยู่ในทุกอำเภอ จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนให้มีความรวดเร็วและตรวจสอบได้ ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญของนครพนมคือการปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การที่กระทรวงดีอีเข้ามาสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ ๆ โดยเน้นความร่วมมือแบบบูรณาการเพื่อรักษาเสน่ห์ของชุมชนเดิมไว้พร้อม ๆ กับการก้าวไปสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะที่ทันสมัยในอนาคต
“ผมเรียนให้ทราบว่า จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีความสามารถในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง แต่อยากขอให้รักษาลักษณะพื้นที่เดิมไว้ได้ เพราะสิ่งนี้เป็นเสน่ห์และเป็นสิ่งที่หลายจังหวัดน่าจะอิจฉา นครพนมมีศักยภาพจะเป็นศูนย์ที่เราเรียกว่า express transit หรือการทำครบวงจรในการนำเข้าส่งออก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของประเทศ”
— นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
#กระทรวงดีอี #นครพนม #เศรษฐกิจดิจิทัล #เกษตรอัจฉริยะ #OTOD #ศูนย์ดิจิทัลชุมชน #SmartFarming #ThailandDigitalCatalog #พชรอนันตศิลป์ #นวัตกรรมชุมชน

