กสทช. ทลายคลัง กล้องวงจรปิดเถื่อน ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 10 ล้าน

กสทช. ทลายคลัง กล้องวงจรปิดเถื่อน ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 10 ล้าน

สำนักงาน กสทช. ผนึกกำลังชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ “หน่วยพระพาย” และหน่วยงานพันธมิตร บุกจู่โจมทลายคลังสินค้ากล้องวงจรปิดผิดกฎหมายย่านลาดพร้าว 101 พบเป็นขบวนการใหญ่ทุนจีนใช้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าออนไลน์ ยึดของกลางมูลค่ารวมกว่า 10.5 ล้านบาท พร้อมเตือนภัยผู้บริโภคระวังถูกแฮ็กข้อมูลส่วนบุคคลส่งออกต่างประเทศ

ยุทธการหน่วยพระพายบุกทลายคลัง กล้องวงจรปิดเถื่อน ย่านลาดพร้าว

ปฏิบัติการครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้การอำนวยการของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ที่ได้มอบหมายให้นายจาตุรนต์ โชคสวัสดิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. นำชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจในนาม “หน่วยพระพาย” ประสานความร่วมมือแบบบูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าทำการตรวจสอบเป้าหมายสำคัญในซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกระบุว่าเป็นแหล่งกักเก็บและกระจายสินค้าประเภทกล้องวงจรปิดที่ไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมายจำนวนมาก

จากการสืบสวนและลงพื้นที่ตรวจสอบโดยละเอียดพบว่า สถานที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ที่ถูกดัดแปลงเป็นคลังสินค้า โดยมีพฤติการณ์นำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นตลาดหลักในการกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภคทั่วประเทศ ข้อมูลที่น่าสนใจจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเจ้าของบริษัทดังกล่าวเป็นบุคคลสัญชาติจีน โดยมีการจ้างวานคนไทยให้ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่ออำพรางการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งถือเป็นรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและผู้ประกอบการที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

ผลการตรวจค้นในครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอุปกรณ์กล้องวงจรปิด (CCTV) ที่มีการใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือที่เรียกว่ากล้องวงจรปิดเถื่อน ได้เป็นจำนวนมากถึง 6,606 ชุด นอกจากนี้ยังพบสิ่งผิดปกติที่สำคัญคือซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่จากต่างประเทศอีกจำนวน 501 ซิม ซึ่งมีการผูกเข้ากับบัญชีเติมเงินผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป็นระบบ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมของกลางที่ยึดได้ในครั้งนี้ประมาณ 10.5 ล้านบาท ซึ่งทางสำนักงาน กสทช. ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาหนักตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป


ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบโทรคมนาคมและความมั่นคงดิจิทัล

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกถึงความอันตรายของอุปกรณ์เถื่อนเหล่านี้ว่า กล้องวงจรปิดที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้เป็นเพียงปัญหากฎหมายด้านภาษีหรือการนำเข้าเท่านั้น แต่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเสถียรภาพของระบบโทรคมนาคมในวงกว้าง เนื่องจากอุปกรณ์ที่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานมักจะมีการปล่อยสัญญาณรบกวนต่อระบบสื่อสารอื่นๆ ที่มีความสำคัญ เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ที่ประชาชนทั่วไปใช้งาน หรือแม้กระทั่งรบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการสื่อสารของคนในสังคมโดยตรง

มากกว่านั้น สัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์ด้อยคุณภาพเหล่านี้ยังอาจส่งผลกระทบไปถึงระบบสื่อสารของหน่วยงานราชการที่ใช้คลื่นความถี่ในย่านเดียวกัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศอย่างยิ่ง หากระบบสื่อสารหลักของภาครัฐถูกรบกวนในช่วงเวลาวิกฤตอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ การปฏิบัติการกวาดล้างในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปกป้องทรัพยากรคลื่นความถี่ของชาติให้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระเบียบเรียบร้อยตามที่กฎหมายกำหนด

ในมิติของความปลอดภัยไซเบอร์ นายไตรรัตน์ยังได้เน้นย้ำว่าอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้มักจะมี “ช่องโหว่” (Vulnerability) ในระบบรักษาความปลอดภัยที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีหรือแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงระบบเพื่อแอบดูภาพสดหรือดึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานได้ง่ายกว่าปกติ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของเจ้าของบ้านเท่านั้น แต่ยังอาจลุกลามไปถึงการขโมยอัตลักษณ์ดิจิทัลที่นำไปสู่ความเสียหายทางการเงินและทรัพย์สินอื่นๆ ในอนาคต การเข้มงวดตรวจสอบจึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว


ประเด็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและภัยเงียบจากซิมต่างชาติ

ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ในครั้งนี้ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจผ่านการตรวจสอบของศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC Eagle Eye ซึ่งพบข้อเท็จจริงว่า กล้องวงจรปิดเถื่อน ที่ถูกยึดได้นั้นมีการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันที่มีระบบความปลอดภัยต่ำมาก โดยในนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ของแอปพลิเคชันเหล่านั้นมีการระบุเงื่อนไขการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผ่านกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด และที่น่ากังวลที่สุดคือมีการระบุถึงการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในต่างประเทศ

กระบวนการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นโดยที่ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจ และไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน การที่ข้อมูลภาพและเสียงจากภายในบ้านหรือสถานประกอบการในประเทศไทยถูกส่งออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศโดยไม่ได้รับการควบคุมที่เหมาะสม ถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปวิเคราะห์หรือใช้งานในทางที่ผิดวัตถุประสงค์โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ได้เลย

นอกจากนี้ การพบซิมการ์ดต่างประเทศจำนวนกว่า 500 ซิมที่ผูกกับบัญชีแอปพลิเคชัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการสร้างเครือข่ายสื่อสารคู่ขนานที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของรัฐบาลไทย ซิมการ์ดเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือเพื่ออำพรางตัวตนในการทำธุรกรรมดิจิทัล การบูรณาการร่วมกันระหว่าง กสทช. และ PDPC ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้พ้นจากเงื้อมมือของกลุ่มธุรกิจเทาที่แฝงตัวมาในคราบผู้ขายอุปกรณ์เทคโนโลยีราคาถูก


กล้องวงจรปิดเถื่อน

มาตรการทางกฎหมายและคำแนะนำการเลือกซื้อเพื่อความปลอดภัย

สำหรับการดำเนินคดีในครั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ได้ทำการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้จำหน่ายและเจ้าของคลังสินค้าอย่างเด็ดขาด โดยความผิดภายใต้พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น มีบทลงโทษที่รุนแรงคือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 หากพบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต

เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากสินค้าเถื่อนเหล่านี้ สำนักงาน กสทช. ได้ให้คำแนะนำ 3 แนวทางหลักในการเลือกซื้อกล้องวงจรปิด โดยประการแรกคือต้องเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจชัดเจน และผู้ซื้อควรขอดูเอกสารการรับรองมาตรฐานของสินค้าก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน ประการต่อมาคือต้องระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติซึ่งมักจะมีการโฆษณาว่าเป็นของแท้แต่ราคาต่ำกว่าท้องตลาดมาก สินค้าเหล่านี้มักไม่ได้มาตรฐานและมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายสูง

ในส่วนของการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งเป็นจุดที่พบปัญหามากที่สุด ผู้บริโภคควรตรวจสอบรีวิวและความน่าเชื่อถือของผู้ขายอย่างรอบคอบ สอบถามถึงการรับรองมาตรฐานโดยตรง และที่สำคัญที่สุดคือต้องเก็บหลักฐานการสั่งซื้อ รวมถึงประวัติการสนทนากับผู้ขายไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการเรียกร้องความเป็นธรรมหากพบปัญหาภายหลัง ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือต้องการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผิดกฎหมาย สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน กสทช. Call Center 1200 ได้ทันที


” กล้องวงจรปิดเถื่อน ที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น นอกจากจะผิดกฎหมาย ยังก่อให้เกิดปัญหาสัญญาณรบกวนต่อระบบโทรคมนาคมอื่นๆ ที่ใช้คลื่นความถี่ในย่านเดียวกัน เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) โทรศัพท์มือถือ และระบบสื่อสารของหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศได้”

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.


#กสทช #กล้องวงจรปิดเถื่อน #ความมั่นคงไซเบอร์ #PDPC #คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #หน่วยพระพาย #ปราบทุนจีนเทา #ข่าวเศรษฐกิจดิจิทัล

Related Posts