เปิดเบื้องลึกบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ “พชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดีอี กับภารกิจผ่าตัดใหญ่ NT องค์กรพันล้านที่กำลังเผชิญวิกฤตขาดทุนหนัก พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลระดับชาติ หวังดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนและกระตุ้น GDP ไทยให้ฟื้นตัวท่ามกลางมรสุมการเมืองที่ยังไม่นิ่ง
ส่องวิกฤต NT ขาดทุนยับ 8 พันล้าน กับบทเรียน “องค์กรโบราณ” ที่ต้องเร่งผ่าตัด
สถานการณ์ทางการเงินของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กำลังตกอยู่ในภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่าในปีที่ผ่านมา NT มีตัวเลขขาดทุนจริงพุ่งสูงถึงเกือบ 8,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีการบริหารจัดการทางบัญชีและการขายทรัพย์สินเก่าบางส่วนออกไปจนตัวเลขในงบการเงินอาจดูเหมือนลดลงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่นั่นไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เนื่องจากรายได้หลักขององค์กรยังคงคงที่ ในขณะที่รายจ่ายประจำซึ่งเป็นภาระหลักพุ่งสูงเกินกว่า 75% ของรายได้ทั้งหมดไปแล้ว หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างจริงจัง อัตราการขาดทุนจะทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้
ปัญหาสำคัญที่ทำให้ NT ไม่สามารถขยับตัวได้คล่องตัวคือโครงสร้างแบบ “องค์กรโบราณ” ที่มีทรัพย์สินมหาศาลแต่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้ที่กินได้จริง ทรัพย์สินที่มีอยู่ยังไม่ได้ถูกประเมินมูลค่าให้เป็นปัจจุบัน (Asset Valuation) ทำให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ นอกจากนี้ ปัญหาด้านบุคลากรยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ยากที่สุด โดยเฉพาะโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) ที่ทำต่อเนื่องมาเป็นรอบที่ 3 แต่กลับพบว่าพนักงานที่มีศักยภาพและไม่อยากให้ลาออกกลับขอใช้สิทธิ์ ในขณะที่พนักงานส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะอยู่กับองค์กรต่อไปเพราะความมั่นคงและสิทธิประโยชน์ที่สูง
นอกจากนี้ ปลัดดีอียังได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานภายใน โดยยกตัวอย่างการซ่อมบำรุงที่มักจะเกิดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อรับค่าล่วงเวลา (OT) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าเงินเดือนประจำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพการทำงานที่สวนทางกับต้นทุนที่เสียไป บอร์ดบริหารชุดปัจจุบันจึงต้องเร่งรีวิวโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการลดรายจ่ายในทุกทางที่ทำได้ และเตรียมปรับลดระดับตำแหน่งบริหารที่ว่างลงเพื่อลดขนาดองค์กรให้กระชับขึ้น เพื่อให้ NT สามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมที่มีการแข่งขันสูงแบบ 100% ได้อีกครั้ง
ศึกดาวเทียมและคดีความมหากาพย์: การจัดระเบียบห้วงอวกาศที่ยังไม่จบลงง่าย ๆ
ประเด็นเรื่องกิจการอวกาศเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่กระทรวงดีอีต้องเร่งจัดการ โดยเฉพาะกรณีของดาวเทียมไทยคมที่สัญญาเดิมกำลังจะสิ้นสุดลงและมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการสูงมาก ปัจจุบันดาวเทียมบางดวงแม้จะหมดอายุการใช้งานตามทางเอกสาร แต่ในทางสภาพจริงยังสามารถใช้งานได้อยู่ ทว่าผู้ผลิตกลับไม่รับประกันความเสียหายแล้ว ทำให้เกิดช่องว่างเรื่องความรับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นในช่วงรอยต่อก่อนที่ดาวเทียมดวงใหม่ (9A) จะถูกยิงขึ้นสู่ วงโคจร ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่าการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมอย่างน้อย 6 เดือน
ความล่าช้านี้ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการให้บริการและสร้างความปวดหัวให้กับหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. และ NT ในฐานะโอเปอเรเตอร์ ปลัดพชรระบุว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากดาวเทียมเก่าเกิดขัดข้องในช่วงที่ยืดอายุการใช้งานออกไป นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายกิจการอวกาศที่ต้องเร่งรีวิวใหม่ทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างยังอิงตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ขาดความต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนตัวรัฐบาลหรือฝ่ายการเมือง
สำหรับเรื่องคดีความที่เคยเป็นข้อพิพาทมหากาพย์กับเอกชน โดยเฉพาะเรื่องค่าจ้างบริหารจัดการดาวเทียมหลังจากหมดสัมปทาน ปลัดดีอียืนยันว่าขณะนี้สามารถเคลียร์จบไปได้ในระดับหนึ่งแล้วในชั้นศาล โดยมีการไกล่เกลี่ยตัวเลขหนี้จากเดิมที่เคยถูกฟ้องร้องสูงถึง 600 กว่าล้านบาท ให้เหลือเพียงประมาณครึ่งหนึ่งตามอัตราค่าจ้างที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ซึ่งการยุติคดีความเหล่านี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการลดภาระทางกฎหมายที่ผูกพันองค์กรมาอย่างยาวนาน และช่วยให้การบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐมีความชัดเจนมากขึ้น
“อาการของ NT มันโคม่าขนาดไหน คุณจะได้รู้ว่ามันหนักจริง ๆ การปรับโครงสร้างครั้งนี้เราต้องให้สภาพจริงมันฟ้อง เพื่อให้ทุกคนยอมรับความจริงและเดินหน้าต่อไปได้” — พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
ยุทธศาสตร์ดิจิทัล 2570: แผนทวงคืนอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เป้าหมายใหญ่ที่ปลัดพชรให้ความสำคัญคือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศไทย (WDCR) ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 38 ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่อยู่อันดับ 33 ปัญหาหลักที่ผ่านมาคือการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่มีเจ้าภาพที่รับผิดชอบตัวชี้วัดอย่างชัดเจน ดังนั้น ดีอีจึงเตรียมใช้โครงสร้างตามกฎหมายของ สดช. เข้ามาขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการที่มีตัวตนชัดเจน เพื่อผลักดันตัวชี้วัดทั้ง 47 ตัวให้ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติฉบับใหม่ที่จะสิ้นสุดในปี 2570 กระทรวงดีอีตั้งเป้าที่จะรวบรวมหน่วยงานด้านดิจิทัลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น DGA หรือ สกมช. ให้ทำงานสอดประสานกันภายใต้แผนยุทธศาสตร์เดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนนโยบาย ปลัดพชรมองว่าการมีหน่วยงานแยกส่วนไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรีอาจช่วยเรื่องการคานอำนาจ แต่ในแง่การปฏิบัติงานจริงกลับทำให้เกิดความ “อีหลักอีเหลื่อ” และไม่คล่องตัว การดึงแผนทั้งหมดกลับมาอยู่ภายใต้กรอบใหญ่จะช่วยให้การกำหนดทิศทางของประเทศชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะใช้โมเดล “Corporatization” คล้ายกับการปรับโครงสร้างของ ปตท. หรือ การบินไทย มาใช้กับธุรกิจใหม่ของรัฐ เช่น การจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อทำ Data Center หรือระบบ Cloud ของภาครัฐ โดยบริษัทเหล่านี้ไม่ควรมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% เพื่อให้มีความคล่องตัวในการหาพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) และสามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต วิธีนี้จะช่วยให้รัฐสามารถควบคุมนโยบายได้ผ่านการถือหุ้น แต่บริหารจัดการด้วยกลไกตลาดที่เป็นมืออาชีพ
ท้ายที่สุด ภารกิจของกระทรวงดีอีภายใต้การนำของปลัดพชร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้าง “ถนนดิจิทัล” ที่มั่นคงให้กับประเทศ การปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่และการแก้ไขกฎหมายที่ค้างคา เช่น พรก. ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือกฎหมาย AI จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือนจากนี้ เพื่อให้กระทรวงดีอีกลายเป็น “หนังหน้าไฟ” ที่พร้อมรับผิดชอบและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
#สรุปข่าวเศรษฐกิจ #NTขาดทุน #กระทรวงดีอี #เศรษฐกิจดิจิทัล #พชรอนันตศิลป์ #แผนดิจิทัล2570 #GDPไทย #ไทยคม

