รายงานพิเศษ: เจาะลึกสถานการณ์ท่องเที่ยวโลกและทิศทางเศรษฐกิจเอเชีย หลัง UN Tourism เผยตัวเลขล่าสุดปี 2025 ชี้ชัดการเดินทางฟื้นตัวเต็มรูปแบบ พร้อมกวาดรายได้มหาศาลสวนกระแสเงินเฟ้อ
องค์การการท่องเที่ยวโลก (UN Tourism) ได้เปิดเผยรายงาน World Tourism Barometer ฉบับล่าสุดประจำเดือนมกราคม 2026 ซึ่งนำเสนอข้อมูลที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก โดยระบุว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา ยอดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศทั่วโลกมีการเติบโตขึ้นถึง 4% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการเดินทางที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องทั่วทุกมุมโลก ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการยืนยันถึงการฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ของอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว ที่กลับมาคึกคักเทียบเท่าหรือเหนือกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังเร่งเครื่องกลับมาทวงคืนตำแหน่งจุดหมายปลายทางหลักของโลกอย่างน่าจับตามอง
จากการประเมินเบื้องต้น พบว่าในปี 2025 มีจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเดินทางทั่วโลกสูงถึง 1.52 พันล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบ 60 ล้านคนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตนี้ถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ในยุคหลังการระบาดใหญ่ (Post-pandemic era) โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเชื่อมต่อทางอากาศที่เพิ่มมากขึ้น การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าในหลายประเทศ และความต้องการเดินทางที่อัดอั้นมานานของผู้คนทั่วโลก แม้ว่าโลกจะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเงินเฟ้อในภาคบริการท่องเที่ยวและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ความต้องการในการท่องเที่ยวยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนจีดีพีของหลายประเทศ
สาระสำคัญที่น่าสนใจที่สุดสำหรับภูมิภาคของเราคือ การฟื้นตัวของ “เอเชียและแปซิฟิก” ที่แม้จะยังตามหลังภูมิภาคอื่นในแง่ของการฟื้นตัวเทียบกับปี 2019 แต่กลับมีอัตราการเติบโตที่น่าประทับใจและมีศักยภาพในการขยายตัวสูงสุดในระยะข้างหน้า รายงานฉบับนี้ไม่เพียงแต่ฉายภาพความสำเร็จในอดีต แต่ยังได้พยากรณ์ถึงแนวโน้มในปี 2026 ที่คาดการณ์ว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในระดับ 3-4% ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่โหมด “ปกติใหม่” (New Normal) ที่ยั่งยืนและสมดุลมากขึ้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
เอเชียแปซิฟิก: มังกรตื่นจากการหลับใหล สู่การฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง
ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกถือเป็นไฮไลต์สำคัญในรายงานฉบับนี้ โดยในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้เติบโตขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในภูมิภาคขยับขึ้นไปแตะระดับ 331 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการฟื้นตัวที่ 91% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดใหญ่ในปี 2019 แม้ว่าตัวเลขรวมจะยังคงต่ำกว่าช่วงพีคในปี 2019 อยู่ประมาณ 9% แต่ทิศทางของกราฟชี้ให้เห็นถึงความชันในการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีที่มีแรงส่งจากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบของชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชีย
เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับอนุภูมิภาค จะพบว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ” (North-East Asia) เป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต โดยมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 13% เมื่อเทียบกับปี 2024 ประเทศที่เป็นดาวเด่นและมีการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ที่มียอดนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้น 17% และสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ที่เติบโต 15% ในช่วงสิบเอ็ดเดือนแรกของปี ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากค่าเงินเยนและวอนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและยูโร ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก
ในขณะเดียวกัน ภูมิภาค “เอเชียใต้” ก็สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนการระบาดใหญ่ได้สำเร็จ ประเทศที่ทำผลงานได้โดดเด่นอย่างน่าจับตามองคือ ภูฏาน ซึ่งมีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงถึง 30% ตามมาด้วยศรีลังกาที่ 17% และมัลดีฟส์ที่ 10% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวกำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ รวมไปถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เศรษฐกิจท่องเที่ยวเฟื่องฟู: รายได้สะพัดทุบสถิติโลก
มิติทางเศรษฐกิจถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าตื่นเต้นที่สุดในปี 2025 โดย UN Tourism รายงานว่ารายได้จากการส่งออกทางด้านการท่องเที่ยว (Export revenues from tourism) พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขมหาศาลนี้ประกอบไปด้วยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourism Receipts) ประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2024 และรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือ อัตราการเติบโตของ “รายได้” ในหลายจุดหมายปลายทางนั้น สูงกว่าอัตราการเติบโตของ “จำนวนคน” ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มสูงขึ้น
ปรากฏการณ์ที่รายได้เติบโตเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป โดยมีการใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์และบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของตัวเลขการใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นนี้ก็เป็นผลมาจากภาวะเงินเฟ้อในภาคบริการท่องเที่ยวที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของโลกจะเริ่มลดลง แต่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง ที่พัก และอาหารในแหล่งท่องเที่ยวยังคงมีราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโรคระบาด ซึ่งเป็นดาบสองคมที่กระตุ้นตัวเลขรายได้รวม แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวในระยะยาวหากราคายังพุ่งสูงไม่หยุด
สำหรับประเทศในเอเชียที่สามารถกวาดรายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 18% ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 14% และมองโกเลียเพิ่มขึ้น 15% (คำนวณในสกุลเงินท้องถิ่น) ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าเอเชียไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางราคาประหยัดอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High-value destination) ที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว
ภาพรวมตลาดโลก: ตะวันออกกลางยืนหนึ่ง ยุโรปยังครองแชมป์ปริมาณ
เมื่อมองภาพรวมเปรียบเทียบในระดับโลก ภูมิภาค “ตะวันออกกลาง” ยังคงรักษาสถานะผู้นำในการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งที่สุด โดยในปี 2025 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตสูงกว่าระดับก่อนการระบาดใหญ่ (ปี 2019) ถึง 39% และเกือบจะแตะระดับผู้มาเยือน 100 ล้านคนได้สำเร็จ อียิปต์เป็นดาวเด่นของภูมิภาคนี้ด้วยอัตราการเติบโตถึง 20% ตามมาด้วยจอร์แดนและกาตาร์ ความสำเร็จของตะวันออกกลางเกิดจากการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและการจัดอีเวนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
ทางด้าน “ยุโรป” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก บันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวได้ถึง 793 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2024 และสูงกว่าปี 2019 อยู่ 6% ยุโรปตะวันตกและยุโรปตอนใต้แถบเมดิเตอร์เรเนียนยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวหลัก ในขณะที่ยุโรปกลางและตะวันออกแม้จะฟื้นตัวได้ดี (+6%) แต่ก็ยังคงมีตัวเลขต่ำกว่าปี 2019 อยู่ถึง 9% เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ประเทศอย่างไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ มีผลงานที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา
ในส่วนของ “อเมริกา” และ “แอฟริกา” นั้น ทวีปอเมริกามีการเติบโตที่ค่อนข้างทรงตัวที่ 1% โดยได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการที่อ่อนตัวลงของสหรัฐอเมริกาในช่วงครึ่งปีหลัง ในขณะที่แอฟริกามีผลงานที่ยอดเยี่ยมด้วยอัตราการเติบโต 8% โดยเฉพาะแอฟริกาเหนือที่เติบโตถึง 11% โมร็อกโกเป็นประเทศที่น่าจับตามองที่สุดในแอฟริกาด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น 14% และกำลังจะแตะระดับ 20 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตัวเลขการท่องเที่ยวโลก
เจาะลึก 2026: ปีแห่งการ “ปรับฐาน” ท่ามกลางความท้าทาย
สำหรับทิศทางในปี 2026 UN Tourism คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวโลกจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในอัตรา 3% ถึง 4% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแห่งการดีดตัวกลับอย่างรุนแรง (Rebound) ในปี 2023 และ 2024 มาแล้ว การคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเอเชียและแปซิฟิกจะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเอื้ออำนวย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ลุกลามบานปลายไปมากกว่าเดิม
ดัชนีความเชื่อมั่นของ UN Tourism (Confidence Index) สะท้อนมุมมองเชิงบวกจากคณะผู้เชี่ยวชาญ โดยให้คะแนนความเชื่อมั่นปี 2026 ไว้ที่ 126 คะแนน (จาก 200) แม้คะแนนจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2025 (ที่ 129 คะแนน) แต่ก็ยังบ่งบอกถึงมุมมองที่สดใส โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากความต้องการของผู้บริโภที่ยังแข็งแกร่ง การเชื่อมต่อทางอากาศที่เพิ่มขึ้น (IATA คาดการณ์ที่นั่งเพิ่มขึ้น 4.7%) และอีเวนต์ใหญ่ระดับโลกอย่าง โอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ที่อิตาลี และฟุตบอลโลก 2026 ที่เจ้าภาพร่วมคือ แคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องไม่ประมาทต่อความเสี่ยงที่รออยู่เบื้องหน้า ผลสำรวจจากคณะผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” คือความท้าทายหลักในปี 2026 แม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงอาจเป็นผลดี แต่ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางการค้าและภัยธรรมชาติยังคงเป็นตัวแปรที่อาจกดดันความเชื่อมั่นในการเดินทางได้ ดังนั้น แนวโน้มพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในปีหน้าจะมุ่งเน้นไปที่การแสวงหา “ความคุ้มค่า” (Value for money) มากยิ่งขึ้น
“รายงานจากคณะผู้เชี่ยวชาญของ UN Tourism (Panel of Experts) ระบุว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะดูสดใสและราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยหนุนการท่องเที่ยว แต่ความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการค้า และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว อาจเป็นปัจจัยถ่วงรั้งความเชื่อมั่นในการเดินทางได้”
บทสรุปสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย: ปี 2026 จะเป็นปีที่การแข่งขันกลับมาดุเดือดในรูปแบบของ “คุณภาพ” และ “ความคุ้มค่า” เอเชียและแปซิฟิกยังคงเป็นดาวรุ่งที่มีโอกาสเติบโตสูงที่สุด แต่การพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป การปรับตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อในภาคบริการ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
#เศรษฐกิจท่องเที่ยว #UNTourism #ท่องเที่ยวเอเชีย #ลงทุนท่องเที่ยว #เทรนด์ท่องเที่ยว2026 #GDP #เศรษฐกิจโลก #TravelTrends #AsiaTourism #TourismBarometer

