depa เผยดัชนีเชื่อมั่นดิจิทัลไทยร่วงหนัก เซ่นพิษภาษีสหรัฐฯ และงบรัฐล่าช้า

depa เผยดัชนีเชื่อมั่นดิจิทัลไทยร่วงหนัก เซ่นพิษภาษีสหรัฐฯ และงบรัฐล่าช้า

ภาวะเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Sentiment Index) ประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมีนัยสำคัญของผู้ประกอบการในภาคส่วนนี้ โดยตัวเลขดัชนีที่ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าสะท้อนให้เห็นว่าความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจกำลังถูกสั่นคลอนด้วยปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 44.5 ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 48.6 ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ตอกย้ำภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมที่ยังคงติดอยู่ในสภาวะ “ไม่เชื่อมั่น” อย่างต่อเนื่อง การลดลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่ผันผวนตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความเปราะบางของระบบนิเวศดิจิทัลไทยที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเงิน การชะลอตัวของคำสั่งซื้อ และต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางบรรยากาศการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมจะดูซบเซาแต่ภายในรายงานยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวของผู้ประกอบการที่มองหาช่องทางใหม่ๆ ในการอยู่รอด ความผันผวนของดัชนีองค์ประกอบในด้านผลประกอบการและปริมาณการผลิตที่ลดลงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งพิจารณา เนื่องจากอุตสาหกรรมดิจิทัลถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุค New Normal หากฟันเฟืองนี้หยุดชะงัก ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริการอย่างแน่นอน

มรสุมภาษีสหรัฐฯ และงบประมาณภาครัฐที่อุดตัน

ปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในไตรมาสนี้คือการที่สหรัฐอเมริกาประกาศปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีสู่ระดับ 19 – 21% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกในกลุ่มฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย มาตรการกีดกันทางการค้าดังกล่าวทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลงในตลาดโลก และสร้างความตื่นตระหนกให้กับห่วงโซ่อุปทานที่ต้องปรับตัวรับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างกะทันหัน ในขณะที่การแข่งขันจากสินค้านำเข้าต้นทุนต่ำและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติยังคงบีบคั้นส่วนแบ่งการตลาดของผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างหนักหน่วง

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของภาครัฐได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินไม่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามแผนที่วางไว้ ผู้ประกอบการจำนวนมากที่พึ่งพางบประมาณภาครัฐในการดำเนินโครงการดิจิทัลต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภาวะสุญญากาศทางการเงิน ส่งผลให้การจ้างงานและการลงทุนใหม่ ๆ ต้องถูกระงับไว้ชั่วคราว นอกจากนี้ การที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะก่อนหน้านี้สิ้นสุดลง ยิ่งซ้ำเติมให้กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ทำให้ยอดขายและคำสั่งซื้อในภาคบริการดิจิทัลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ซ้ำร้าย สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่กระทบต่อภาคการขนส่งและการดำเนินงานของธุรกิจดิจิทัลในทุกระดับ เมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแต่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ผู้ประกอบการจึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การบริหารจัดการต้นทุนกลายเป็นความท้าทายสูงสุดในไตรมาสนี้ แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูล และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มปรับลดลงบ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างผลกระทบเชิงลบที่รุมเร้าเข้ามาได้

เจาะลึกรายกลุ่มอุตสาหกรรม: ความเปราะบางที่กระจายตัว

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดรายกลุ่มอุตสาหกรรม จะเห็นภาพความชัดเจนว่าทั้ง 5 กลุ่มย่อยมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ ต่ำกว่าระดับ 50 ทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างวิกฤต อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ ได้รับผลกระทบหนักที่สุดโดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 41.7 เนื่องจากต้องรับศึกหนักจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มดิจิทัลคอนเทนต์ ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกันที่ 41.9 สะท้อนถึงการชะลอตัวของการจ้างงานและเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ทางด้านอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 43.7 และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อยู่ที่ 48.0 ซึ่งแม้จะดูดีกว่ากลุ่มฮาร์ดแวร์เล็กน้อยแต่ก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย ปัจจัยหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงของแพลตฟอร์มต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น ทำให้ผู้ให้บริการไทยต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาฐานลูกค้าและกำไร ส่วนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เป็นกลุ่มที่ดูมีความหวังมากที่สุดโดยดัชนีอยู่ที่ 49.7 ซึ่งเกือบจะแตะระดับความเชื่อมั่นปกติ เนื่องจากความต้องการในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสและการรับมือกับวิกฤตในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน ภาคฮาร์ดแวร์ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกได้รับแรงกระแทกจากตลาดโลก ในขณะที่ภาคซอฟต์แวร์ที่เน้นการบริการในประเทศยังพอมีแรงส่งจากภาคเอกชนที่ต้องการลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไม่เร่งเข้ามาประคองกลุ่มที่กำลังทรุดหนัก อาจเกิดภาวะโดมิโนที่ส่งผลให้ทั้งระบบนิเวศดิจิทัลไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ: ทางรอดต้องพึ่งรัฐ

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า (depa) ได้ถ่ายทอดความต้องการของผู้ประกอบการอย่างชัดเจนว่า ความช่วยเหลือจากภาครัฐคือปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้อุตสาหกรรมก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้ โดยประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือการเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอในการประคองกิจการและลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกจากนี้ การปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความโปร่งใสและเอื้อต่อผู้ประกอบการไทย รวมถึงการส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐเลือกใช้ดิจิทัลโซลูชันที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทย ถือเป็นมาตรการกระตุ้นดีมานด์ที่เห็นผลได้รวดเร็วที่สุด

“ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุน และยกระดับระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เกิดความโปร่งใส พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมให้เกิดการใช้งานดิจิทัลโซลูชันในหน่วยงานภาครัฐ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรดิจิทัล สนับสนุนงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมสร้างแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการไทยออกสู่ตลาดโลก” — ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า (depa)

นอกจากการสนับสนุนด้านการเงินและตลาดแล้ว การแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลยังเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญอย่างมาก รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนยกระดับทักษะ กำลังคนอย่างจริงจังเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น AI และ Data Analytics พร้อมทั้งการสร้างแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศที่จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและต้นทุนแฝง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าและบริการดิจิทัลของไทยสามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แสงสว่างปลายอุโมงค์: AI และความหวังในอีก 3 เดือนข้างหน้า

แม้ในปัจจุบันสถานการณ์จะดูมืดมน แต่ผลสำรวจกลับเผยให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในอนาคตที่ค่อนข้างสดใส โดยคาดการณ์ว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 56.3 ตัวเลขที่กระโดดข้ามเส้น 50 มานี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินจากกิจกรรมการตลาดที่คาดว่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังผ่านช่วงต้นปี และการได้รับเม็ดเงินก้อนใหม่จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ค้างคาอยู่

ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนในไตรมาสถัดไปคือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลใหม่ๆ ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ความต้องการโซลูชันที่ชาญฉลาดและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเริ่มกลายเป็นความต้องการหลักของตลาดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ บรรยากาศการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและความต่อเนื่องของฤดูกาลท่องเที่ยว ยังเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้นที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและกิจกรรมในภาคบริการดิจิทัลให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความคาดหวังเชิงบวก แต่ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐหลังการเลือกตั้งเป็นสำคัญ หากรัฐบาลใหม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่ตรงจุดและรวดเร็ว จะสามารถช่วยประคองอุตสาหกรรมดิจิทัลให้กลับเข้าสู่แนวโน้มเชิงบวกได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง โดยหวังว่าวิกฤตในไตรมาสแรกของปี 2569 นี้จะเป็นเพียงพายุที่พัดผ่านมาและผ่านไป ก่อนจะถึงเวลาแห่งการเติบโตครั้งใหม่ในอนาคตอันใกล้


#depa #DigitalEconomy #ThaiTech #EconomicUpdate2026 #ThailandBusiness #AI #DigitalIndustrySentiment #ThailandFuture

Related Posts