ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) ได้เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ “100 Outperforming Enterprises” ซึ่งเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเป้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยและทักษะแรงงานในภาพรวมผ่านการบริหารจัดการ “คน” อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมอบรางวัลเกียรติยศ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยั่งยืนโดยการทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล
คุณนภัส ศิริวรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) ได้ระบุถึงเป้าหมายที่ชัดเจนในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้าว่า ทางฮิววิทจะเข้าไปร่วมมือกับ 100 องค์กรยุทธศาสตร์เพื่อทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะพันธมิตรในการปฏิรูปเชิงระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 พิลล่าหลักที่สอดประสานกันคือ “Purpose” (วัตถุประสงค์) “People” (คน) และ “Performance” (ผลประกอบการ) เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยในระดับสากล ความสำเร็จขององค์กรเหล่านี้จะกลายเป็นพลังสำคัญที่สะท้อนออกไปสู่ระดับภูมิภาค ช่วยให้ธุรกิจไทยมีความพร้อมในการสู้ศึกการค้าโลกได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง
องค์กรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับการสนับสนุนในการปรับเปลี่ยนมิติเชิงกลยุทธ์ 3 ประการ คือ การสร้างความชัดเจนในวัตถุประสงค์ (Purpose), การเตรียมความพร้อมของบุคลากร (People) และการยกระดับผลลัพธ์ในการทำงาน (Performance) ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อทั้งสามมิตินี้ทำงานร่วมกันอย่างลงตัวจะเกิดเป็นกงล้อแห่งความสำเร็จที่ขับเคลื่อนความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว ท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากกว่าเพียงแค่ผลกำไรในระยะสั้น
ถอดรหัสดัชนี POI มาตรวัดความแกร่งขององค์กรต้นแบบ
หัวใจสำคัญของการประเมินองค์กรในโครงการนี้คือการใช้ดัชนี People Outperform Index (POI) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พัฒนาจากการศึกษาแนวคิดระดับโลก เพื่อวัดระดับความเข้มข้นหรือระดับความพร้อม ในการดูแลบุคลากร โดยแบ่งออกเป็น 8 หมวดหลัก และ 20 ตัวชี้วัดย่อย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงสุด องค์กรที่ได้รับคัดเลือกเป็นต้นแบบ 11 แห่งในปีนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถขับเคลื่อนคนในระดับที่เรียกว่า “Healthy” และ “Outperform” หรืออยู่ในระดับที่ 3 ขึ้นไปจากทั้งหมด 4 ระดับ
เกณฑ์การคัดเลือกไม่ได้มองเพียงแค่ผลประกอบการทางการเงิน แต่ยังกำหนดให้องค์กรต้องมีพนักงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่และสตาร์ทอัพที่มีการใช้เทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่สามารถเข้าร่วมได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการก่อตั้งมาไม่ต่ำกว่า 3 ปี เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ว่าแนวทางการดูแลคนนั้นสอดคล้องกับการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างยั่งยืนจริงหรือไม่ การวัดผลด้วยดัชนี POI จึงช่วยให้องค์กรเห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าจุดแข็งของตนคืออะไร และจุดใดที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
จากการศึกษาพบว่าองค์กรชั้นนำ มีช่องว่างคะแนนทิ้งห่างค่าเฉลี่ยของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติ โดยเฉพาะด้าน Purpose ที่ทิ้งห่างถึง 21% และด้าน Performance ที่ห่างถึง 15% ในองค์กรเหล่านี้ “วัตถุประสงค์” ไม่ได้เป็นเพียงข้อความที่ติดไว้บนผนัง แต่ถูกนำไปใช้งานจริงในการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ขณะที่ระบบการทำงานก็ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับพนักงานทุกคนผ่านการเติบโตที่มีความหมายและการมอบอำนาจในการตัดสินใจที่แท้จริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถรักษาผลงานที่ยอดเยี่ยมไว้ได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก
วิกฤต “น้ำนิ่ง” ในองค์กร และทางออกสู่การเป็น Energy Multiplier
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันสำหรับผู้บริหารระดับสูงคือภาวะที่บุคลากรในองค์กรมีความรู้สึก “นิ่ง” หรือมั่นคงจนเกินไปจนขาดแรงผลักดันในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ คุณนภัสระบุว่า CEO หลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์นี้เหมือนน้ำนิ่งที่ขาดการเคลื่อนไหว ในขณะที่สภาพแวดล้อมภายนอกมีความเป็นพลวัต (Dynamic) สูงมาก หากไม่รีบเข้าไปกระตุ้นจะทำให้พนักงานเข้าสู่ภาวะ “หลับ” หรือหมดไฟในที่สุด ภาวะนิ่งนี้มักเกิดจากการที่พนักงานทำงานตามแพทเทิร์นเดิม ๆ จนเกิดความเคยชินและติดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ของตนเองโดยไม่มีความท้าทายใหม่
“CEO หลายคนเลยที่มีโอกาสไปสัมภาษณ์ บอกว่า เปรียบเสมือนเป็นน้ำนิ่งที่นิ่ง ๆ และจะไปกระตุ้นอย่างไรให้คนที่นิ่ง ๆ สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้ อันนี้คือเป็นโจทย์มาก… และสิ่งที่แรงที่สุดในการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรได้ คือ Leader Action ซึ่งมีผลถึง 70%” – คุณนภัส ศิริวรางกูร
ข้อมูลที่น่าสนใจจากการวิจัยพบว่า ในองค์กรทั่วไปมีพนักงานกลุ่ม “Survivor” หรือกลุ่มที่เพียงแค่ทำงานให้ผ่านไปวัน ๆ สูงถึง 76% ของบุคลากรทั้งหมด ในขณะที่องค์กรชั้นนำระดับ Outperformer จะมีกลุ่มพนักงานที่เรียกว่า “Energy Multipliers” สูงถึง 28% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วไปที่มีเพียง 12% เท่านั้น กลุ่ม Energy Multipliers คือพนักงานที่ไม่เพียงแต่มีพลังในการทำงานให้ตนเอง แต่ยังสามารถส่งต่อและกระตุ้นพลังงานบวกให้แก่คนรอบข้างได้ด้วย การเปลี่ยนสัดส่วนพนักงานจากกลุ่มที่ทำงานไปวัน ๆ ให้กลายเป็นผู้สร้างพลังจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน
แนวทางในการแก้ไขปัญหานี้คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กล้าหาญและรวดเร็ว เพื่อปลุกคนให้ตื่นตัวและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง หลายองค์กรเริ่มนำแนวคิดการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและการกล้าตั้งคำถาม เข้ามาใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ การมอบหมายงานที่ท้าทาย ควบคู่ไปกับการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของพนักงานออกมา วัฒนธรรมองค์กรในยุคนี้จึงต้องทำหน้าที่เป็นตัวพลิกสถานการณ์ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากน้ำนิ่งให้กลายเป็นกระแสน้ำที่ทรงพลังและพร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้า
พลังแห่งผู้นำและการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาในที่ทำงาน
การปฏิรูวัฒนธรรมองค์กรให้สำเร็จต้องอาศัยปัจจัย 3 ประการ คือ Leader Action, Encourage และ Enforce โดยผลการศึกษาชี้ชัดว่า “Leader Action” หรือการที่ผู้นำลงมือทำเป็นแบบอย่างมีความสำคัญสูงที่สุดถึง 70% ของความสำเร็จทั้งหมด ผู้นำต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะสั่งให้คนอื่นเปลี่ยน หากผู้นำไม่มีการขยับตัวหรือทำตามเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้ มาตรการอื่น ๆ อย่างการให้กำลังใจหรือการบังคับใช้กฎระเบียบซึ่งมีผลเพียงอย่างละ 15% ก็จะไม่สามารถสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนได้
นอกจากภาวะผู้นำแล้ว “ความปลอดภัยทางจิตวิทยา” ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยปลดล็อกนวัตกรรมและความคล่องตัวในองค์กร องค์กรชั้นนำมีคะแนนด้านนี้สูงถึง 81% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยไทยที่ 69% ความปลอดภัยทางจิตวิทยาหมายถึงการสร้างพื้นที่ที่พนักงานสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน และสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหรือลองทำสิ่งใหม่ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการ “เสียหน้า” สิ่งนี้จะช่วยทำลายกำแพงของวัฒนธรรมแบบลำดับชั้นที่ปิดกั้นไอเดียที่ดี
องค์ประกอบของความปลอดภัยทางจิตวิทยาประกอบด้วยการสนับสนุนซึ่งกันและกัน (82%), การกล้าขอความช่วยเหลือ (83%) และการกล้าเสี่ยง (79%) ในกลุ่มองค์กรที่ทำผลงานได้ดี ผู้นำในองค์กรเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สั่งการ แต่ทำหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการลองผิดลองถูก เมื่อพนักงานรู้สึกปลอดภัย พวกเขาจะกล้าดึงเอาศักยภาพสูงสุดออกมาใช้เพื่อสร้างอิมแพ็คที่ยิ่งใหญ่ให้กับองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรมีความคล่องตัวและพร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง
ศึกแย่งชิง Talent ข้ามรุ่น: ความต้องการที่แตกต่างระหว่าง Gen Z และ Gen X/Y
ในยุคที่ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูง การทำความเข้าใจความต้องการของพนักงานแต่ละรุ่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่กำลังกลายเป็นกำลังหลักในองค์กร ซึ่งคนรุ่นนี้ต้องการ “Fulfilling Me” หรือการทำงานที่ให้ความรู้สึกเติมเต็มคุณค่าในชีวิต พวกเขาให้ความสำคัญกับเป้าหมายขององค์กร (Purpose) ที่ต้องเชื่อมโยงกับความยั่งยืนและการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม องค์กรที่ขาดความชัดเจนในมิติเหล่านี้จะประสบปัญหาในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถในกลุ่มคนรุ่นใหม่
สำหรับพนักงานในกลุ่ม Generation X และ Y จะเน้นหนักไปที่เรื่อง “Advance Me” หรือความต้องการความก้าวหน้าและการพัฒนาศักยภาพตนเอง พวกเขาต้องการเห็นว่าองค์กรจะช่วยยกระดับความสามารถของพวกเขาให้เก่งขึ้นและพร้อมรองรับอนาคตได้อย่างไร การที่องค์กรมั่นคงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจูงใจคนกลุ่มนี้ได้เท่ากับความรู้สึกว่าตัวเขาเองมีความมั่นคงในทักษะความรู้ที่ติดตัวไป ดังนั้น องค์กรต้องออกแบบประสบการณ์พนักงานที่ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตและการมีส่วนร่วมกับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ควบคู่กันไป
ในภาพรวม องค์กรยุคใหม่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างพนักงานที่มีความสามารถในการปรับตัวเชิงวัฒนธรรม และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นข้ามสายงาน การลงทุนในเทคโนโลยี AI เพื่อเสริมศักยภาพแรงงาน ก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการสร้าง “Super Workforce Impact” ที่จะทำให้พนักงานน้อยคนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ องค์กรที่สามารถเชื่อมโยง Purpose, People และ Performance เข้าด้วยกันได้สำเร็จ จะไม่เพียงแต่รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จที่ยั่งยืนในระดับสากล
#HewittConsulting #100OutperformingEnterprises #บริหารคน #ยั่งยืน #POI #LeadershipAction #EnergyMultiplier #PsychologicalSafety #FutureReady #ไทยไปอินเตอร์

