กสทช. จับมืออินโดฯ ลุยจัดระเบียบ OTT ทั่วอาเซียน กันยักษ์ใหญ่ผูกขาด

กสทช. จับมืออินโดฯ ลุยจัดระเบียบ OTT ทั่วอาเซียน กันยักษ์ใหญ่ผูกขาด

ในยุคที่โลกดิจิทัลหมุนเร็วกว่ากฎหมาย การกำกับดูแลแพลตฟอร์มข้ามชาติกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ณ สำนักงาน กสทช. ได้มีการเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อินโดนีเซีย (The Indonesia Broadcasting Commission หรือ KPI) เพื่อหารือร่วมกับบอร์ด กสทช. ของไทย ในประเด็นการยกระดับการกำกับดูแลบริการ OTT (Over-the-Top) และ Media Platform สู่มาตรฐานอาเซียน

การหารือประเด็น OTT ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค เนื่องจากทั้งไทยและอินโดนีเซียต่างตระหนักถึงอิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกฎหมายเดิมเริ่มตามไม่ทัน การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกที่ยืดหยุ่นแต่มีประสิทธิภาพ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและความมั่นคงของรัฐ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ไร้พรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่มีการพูดถึงคือการวางรากฐานเพื่อมุ่งไปสู่มาตรฐานเดียวกันในระดับ ASEAN เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกที่มีบทบาทครอบงำตลาดในปัจจุบัน โดย กสทช. ไทยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับแนวทางของสหภาพยุโรป ในการนำกรอบแนวคิดด้านการกำกับดูแลบริการดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียมในอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมให้เติบโตอย่างยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับพลเมืองทุกคน


ช่องโหว่กฎหมายอินโดนีเซียกับความท้าทายในโลกไร้พรมแดน

ดร.โมฮัมเม็ด เรซา รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อินโดนีเซีย ได้สะท้อนภาพสถานการณ์ในอินโดนีเซียว่า ปัจจุบันทาง KPI กำลังเร่งปรับปรุงข้อกฎหมายอย่างหนัก เนื่องจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นตราขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 หรือเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ซึ่งในขณะนั้นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตยังอยู่ในวงจำกัด ทำให้นิยามของคำว่า “กิจการกระจายเสียง” ครอบคลุมเพียงแค่ วิทยุและโทรทัศน์ภาคพื้นดินเท่านั้น ส่งผลให้ปัจจุบันอินโดนีเซียขาดเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนในการเข้าไปกำกับดูแลเนื้อหาที่แพร่ภาพกระจายเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรือบริการ OTT ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ความพยายามในการแก้ไขกฎหมายของอินโดนีเซียในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อกำหนดมาตรฐานรายการและกำกับดูแลเนื้อหาตามแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมให้ครอบคลุมถึงโลกออนไลน์ เพราะเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของประชาชนไม่ต่างจากสื่อกระแสหลัก แต่กลับไม่มีการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การมาเยือน กสทช. ไทยในครั้งนี้จึงเป็นการศึกษารูปแบบการตีความกฎหมายที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ล่วงหน้าได้ก่อน เพื่อนำไปเป็นโมเดลในการปฏิรูปกฎหมายสื่อของอินโดนีเซียให้มีความทันสมัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“กฎหมายเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2545 บัญญัตินิยามของกิจการเพียงวิทยุและโทรทัศน์กระจายเสียงเท่านั้น จึงไม่สามารถกำกับดูแลเนื้อหาที่เกิดจากการกระจายเสียงบนโลกอินเทอร์เน็ตได้” — ดร.โมฮัมเม็ด เรซา


โมเดลไทยกับการตีความกฎหมายครอบคลุม OTT และ VOD

ในฟากของประเทศไทย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ได้ชี้แจงว่าปัญหาที่อินโดนีเซียเผชิญอยู่นั้นเป็นความท้าทายระดับโลกที่ไทยเองก็ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน รวมถึงประเด็นความมั่นคงของรัฐ ทำให้ กสทช. ต้องเร่งปรับปรุงประกาศและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้มีความรัดกุมและรองรับกับความซับซ้อนของสื่อสมัยใหม่ เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและเท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ขณะที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ได้ยืนยันถึงความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของไทย โดยระบุว่า กสทช. มีมติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ว่าบริการ OTT จัดเป็นกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ภายใต้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ซึ่งอาศัยนิยามของ “กิจการโทรทัศน์” ในมาตรา 4 มาเป็นฐานอำนาจในการกำกับดูแล และต่อมาในปี พ.ศ. 2566 ยังได้มีการขยายนิยามให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่าการแพร่ภาพและเสียงผ่านบริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม รวมถึง Video-on-Demand (VOD) และ Video Sharing Platform ถือเป็นการให้บริการโทรทัศน์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะมีความชัดเจนและมีการยกร่างประกาศการกำกับดูแล OTT จนแล้วเสร็จโดยคณะอนุกรรมการด้านการให้บริการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 แต่ในปัจจุบันร่างประกาศดังกล่าวยังคงรอการพิจารณาในที่ประชุมบอร์ด กสทช. เพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งกระบวนการนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีมาตรฐานสากล

“กสทช. ได้มีมติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 แล้วว่า บริการ OTT เป็นกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้อำนาจการกำกับดูแลของ กสทช. ตามนิยามของ ‘กิจการโทรทัศน์’ ซึ่งระบุในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553” — ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต


ความปลอดภัยของสังคมและการคุ้มครองเยาวชนในโลกดิจิทัล

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ได้เน้นย้ำถึงมิติทางสังคมว่า การกำกับดูแล OTT ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการควบคุมการทำธุรกิจ แต่คือการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางจริยธรรมของสังคม โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายจนเกินไป การที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ดำเนินกิจการโดยไม่มีกฎกติกาที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งเรื่องความรุนแรง การบิดเบือนข้อมูล และการส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอินโดนีเซียในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำว่าประเทศในภูมิภาคนี้ต้องหันมาร่วมมือกันสร้างเกราะป้องกันทางดิจิทัล เพราะแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์และOTT มักมีสำนักงานใหญ่อยู่ต่างประเทศ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การสร้างมาตรฐานกลางในการคัดกรองเนื้อหาและการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับพลเมืองทุกคน

นอกจากนี้ กสทช. ยังมุ่งหวังว่าการยกร่างกฎระเบียบใหม่จะช่วยให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มในไทย ผู้ให้บริการจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ปรากฏบนพื้นที่ของตนเอง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “ท่อส่งผ่าน” ข้อมูลเท่านั้น การกำหนดสิทธิและหน้าที่ที่ชัดเจนจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้รับชม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสื่อในยุคปัจจุบัน


การบริหารจัดการ AI และกลไกการกำกับดูแลตนเองของสื่อ

อีกหนึ่งประเด็นที่คณะผู้แทนจากอินโดนีเซียให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ แนวทางการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต ได้อธิบายว่าแนวทางของไทยมุ่งเน้นไปที่การหนุนเสริมองค์กรวิชาชีพสื่อให้มีการกำกับดูแลกันเอง (Self-regulation) ผ่านการจัดทำคู่มือจริยธรรมและแนวปฏิบัติในการนำเสนอเนื้อหา โดย กสทช. จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุนกระบวนการเหล่านี้ให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับ

การใช้ AI ในสื่อปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง ทั้งการสร้างเนื้อหาแบบ Deepfake การใช้ Algorithm ในการจัดลำดับเนื้อหาซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติหรือการปิดกั้นข้อมูล กสทช. จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายสื่อสารมวลชนพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องการใช้ AI ให้ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่าการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่จะต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือขัดต่อจริยธรรมสื่อ ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นโมเดลที่น่ายกย่องเพราะเน้นความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความรับผิดชอบ

การกำกับดูแลกันเองภายใต้บริบทดิจิทัลยังรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ผลิตสื่อในทุกระดับ ตั้งแต่สถานีโทรทัศน์รายใหญ่ไปจนถึงผู้ผลิตเนื้อหารายย่อยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ความร่วมมือระหว่าง กสทช. และองค์กรวิชาชีพสื่อจะช่วยให้เกิด “มาตรฐานจริยธรรมดิจิทัล” ที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐในการเข้าแทรกแซงและส่งเสริมให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง


ก้าวสู่มาตรฐานอาเซียน: บทเรียนจาก DSA และ DMA ของยุโรป

ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าควรนำประเด็นการกำกับดูแล OTTและ Media Platform เข้าสู่ที่ประชุมระดับอาเซียน (ASEAN) เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค โดยมองเห็นความสำคัญของการมี Digital Platform Regulation ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เหมือนที่สหภาพยุโรป (EU) ประสบความสำเร็จในการประกาศใช้กฎหมายระดับภูมิภาคเพื่อปกป้องพลเมืองของตนเอง

โมเดลที่น่าสนใจคือ Digital Services Act (DSA) ของยุโรปที่เน้นการกำกับดูแลเนื้อหาและแพลตฟอร์มที่ผิดกฎหมาย และ Digital Markets Act (DMA) ที่มุ่งเน้นการป้องกันการผูกขาดทางการค้าและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่ง กสทช. และ KPI เห็นว่าอาเซียนควรเร่งพิจารณากรอบแนวทางในลักษณะที่สอดคล้องกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเพียงตลาดที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจดิจิทัลที่มีมาตรฐานสูงและมีการแข่งขันอย่างเสรี

การเร่งสร้างกรอบ Digital Platform Regulation ของอาเซียนไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของการคุ้มครองผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เพราะเมื่อมีกฎกติกาที่ชัดเจนและเป็นไปตามมาตรฐานสากล นักลงทุนย่อมมีความมั่นใจในการขยายธุรกิจ การร่วมมือกันระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสื่อครั้งใหญ่ในอาเซียน เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการคุ้มครองผู้ใช้งานและสร้างความมั่นคงมั่งคั่งให้แก่ภูมิภาคในระยะยาว


#กสทช #OTT #MediaPlatform #อาเซียน #อินโดนีเซีย #กฎหมายดิจิทัล #DSA #DMA #เศรษฐกิจดิจิทัล #ปัญญาประดิษฐ์ #การกำกับดูแลสื่อ

Related Posts