เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญในงาน THAIFEX Anuga Asia 2026 โดยชูกลยุทธ์บริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าเต็มพิกัด ยักษ์ใหญ่รายนี้มุ่งเป้าเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนเพื่อยกระดับฐานะจากผู้นำตลาดในประเทศสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในระดับภูมิภาค การขยับทัพในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำตำแหน่งการเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแท้จริง
ทุบสถิติรายได้นิวไฮต่อเนื่องสี่ปีซ้อน
การเดินหน้ายกระดับองค์กรของ KCG ในครั้งนี้มีแรงสนับสนุนสำคัญมาจากความแข็งแกร่งของผลประกอบการในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างสถิติการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์หรือนิวไฮ (New High) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยกวาดรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้นสูงถึง 8,645.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 11.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทางด้านความสามารถในการทำกำไรก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยบริษัทสามารถทำสถิติกำไรสุทธินิวไฮต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อยู่ที่จำนวน 503.3 ล้านบาท หรือเติบโตแบบก้าวกระโดดสูงถึง 24% ตัวเลขความสำเร็จทางการเงินเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการบริหารงานและการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของช่องทางการจัดจำหน่ายหลัก
เมื่อเจาะลึกโครงสร้างการขายพบว่า สัดส่วนหลักมาจากการจำหน่ายให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการหรือ B2B คิดเป็น 42.9% และช่องทางขายตรงสู่ผู้บริโภคหรือ B2C คิดเป็น 53.2% ในขณะที่ช่องทางการส่งออกไปยังต่างประเทศแม้จะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 3.9% แต่บริษัทมองว่านี่คือโอกาสและการเติบโตครั้งสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้องค์กรก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัวในอนาคตอันใกล้
“ผลประกอบการปี 2568 ที่สร้างสถิติ New High ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีรายได้จากการขายถึง 8,645.5 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 11.6% โดยมีกำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท เติบโตถึง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน ผู้นำตลาดเนยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปีซ้อน ภายใต้แบรนด์ Allowrie อีกทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี่ (FBI) อาทิ แบรนด์ Imperial และแบรนด์อื่นๆ ในเครือ ติดอันดับ Top 5 ในตลาด มุ่งเน้นการเป็น Seamless Solution Provider สำหรับผู้ประกอบการ B2B รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์บิสกิต (Biscuits) ที่เป็น 1 ใน 5 แบรนด์ที่ครองใจคนไทย โดยมี ‘อิมพีเรียล’ เป็นแบรนด์เรือธงด้วยสินค้าคุกกี้กล่องแดง” — นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ชูกลยุทธ์คุณค่าต้นน้ำถึงปลายน้ำ
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนและการเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคคือการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำด้วยการจัดหาวัตถุดิบและสินค้าที่มีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล โดยได้รับการรับรองมาตรฐานการนำเข้าที่ดีเป็นรายแรกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สำหรับกระบวนการกลางน้ำในส่วนของโรงงานและการผลิต บริษัทได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารขั้นสูงสุดระดับโลก พร้อมทั้งนำระบบออโตเมชันและแขนกลลำเลียงอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดปริมาณของเสียในกระบวนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังบริหารจัดการระบบพลังงานหมุนเวียนและการจัดเก็บสินค้าอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ในส่วนของกระบวนการปลายน้ำ บริษัทได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าทั่วไป มาสู่การเป็นผู้ให้บริการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การดำเนินงานเช่นนี้ช่วยปิดจุดอ่อนของผู้ประกอบการและเพิ่มความเร็วในการส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รุกคืบปักหมุดเจาะตลาดต่างประเทศ
กลยุทธ์การขยายธุรกิจไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับภูมิภาคของบริษัทมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี โดยมีประเทศเวียดนามเป็นตลาดหลักที่น่าสนใจเนื่องจากมีการปรับแต่งรสชาติผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของประชากรในท้องถิ่น ขณะเดียวกันยังเร่งมองหาพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายรายใหม่ทั้งในตลาดฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
อุปสรรคสำคัญในการบุกตลาดกลุ่มประเทศมุสลิมคือกระบวนการขอรับรองมาตรฐานฮาลาลเฉพาะของแต่ละประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวด รวมถึงระยะเวลาการจดทะเบียนขึ้นทะเบียนอาหารและยาที่ต้องใช้เวลายาวนานหลายปี อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันกับผู้นำตลาดในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแม่นยำ
ทางด้านทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทได้หันมามุ่งเน้นกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและตอบรับกับวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ผลิตภัณฑ์หลายชนิดได้รับการพัฒนาสูตรเพื่อลดหวาน มัน เค็ม และเพิ่มโปรตีนสูงเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้รักสุขภาพและการออกกำลังกาย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้แบรนด์ของบริษัทสามารถครองใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
สร้างฐานรากองค์กรรับความผันผวน
การประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานระดับโลกทำให้บริษัทวางมาตรการรับมือล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด แม้ว่าต้นทุนค่าขนส่งจะได้รับผลกระทบบางส่วนแต่การทำแบบจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทใช้วิธีการทำสัญญาสั่งซื้อวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์หลักล่วงหน้าเพื่อล็อกราคาต้นทุนไว้ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาพลาสติกที่ผันผวน พร้อมกันนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งวัตถุดิบสำรองที่หลากหลาย ทำให้โรงงานสามารถปรับเปลี่ยนสูตรการผลิตได้ทันทีหากเกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต
ความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัทยังทำหน้าที่สำคัญในการจับมือร่วมกับคู่ค้าเพื่อปรับปรุงสูตรอาหารใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถรักษาราคาขายและคุณภาพสินค้าเอาไว้ได้ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นและการรักษาความลับทางการค้าช่วยให้บริษัทดำรงฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด
เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว
ความสำเร็จในมิติความยั่งยืนขององค์กรได้รับการการันตีผ่านผลการประเมินจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระดับยอดเยี่ยมสูงสุด การพัฒนาคลังสินค้าภายใต้แนวคิดห่วงโซ่อุปทานสีเขียวมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและการเลือกใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า
นอกจากนี้ โรงงานผลิตยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมโดยนำเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียสมัยใหม่มาใช้หมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำในระบบสาธารณูปโภค กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยลดการใช้น้ำดิบจากภายนอกและลดค่าใช้จ่ายภายในโรงงานไปพร้อมกัน
เป้าหมายสูงสุดของบริษัทคือการเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตามมาตรฐานสากล การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคมและการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี จะเป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารแห่งภูมิภาคอาเซียน
#KCG, #KCGCorporation, #TrustedProvider, #RegionalPlayer, #ห่วงโซ่ความยั่งยืน, #THAIFEX2026, #นวัตกรรมอาหารเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน

