MILKLAB บุกไทย ปั้น บาริสต้า คอมมูนิตี้ เขย่าวงการนมพืชพรีเมียม

MILKLAB บุกไทย ปั้น บาริสต้า คอมมูนิตี้ เขย่าวงการนมพืชพรีเมียม

บรรยากาศภายในงาน World of Coffee 2026 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย เต็มไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟสายพันธุ์พิเศษและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม หนึ่งในไฮไลท์สำคัญคือการปรากฏตัวของ MILKLAB แบรนด์นมทางเลือกอันดับหนึ่งจากประเทศออสเตรเลียที่เข้ามาประกาศศักดาในตลาดไทยอย่างเต็มตัว การมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนำสินค้ามาวางขาย แต่เป็นการนำเอาวิสัยทัศน์และวัฒนธรรมกาแฟแบบออสเตรเลียมาถ่ายทอดให้กับผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังตื่นตัวกับกระแสสุขภาพและกาแฟสเปเชียลตี้อย่างมีนัยสำคัญ

แบรนด์มิลค์แล็บ (MILKLAB) ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดนมพืชทั่วไป แต่ครองตำแหน่งแบรนด์ในใจบาริสต้าอันดับหนึ่งด้วยการันตีจากความสำเร็จในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดกาแฟที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การก้าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยในครั้งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญของกลยุทธ์การขยายตัวในระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรท้องถิ่นและการสร้างเครือข่ายสังคมบาริสต้าที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานการชงเครื่องดื่มในไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวัฒนธรรมคาเฟ่ในไทย ผู้บริหารระดับสูงจาก Noumi Limited ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ MILKLAB ได้เดินทางมาร่วมแบ่งปันมุมมองและทิศทางการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจ โดยย้ำชัดว่าประเทศไทยคือตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Plant-based มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มิลค์แล็บวางเป้าหมายที่จะเปลี่ยนบทบาทของนมทางเลือกจากเดิมที่เป็นเพียง “ตัวเลือกเสริม” ให้กลายเป็น “หัวใจหลัก” ของรสชาติกาแฟที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ แก้ว


กลยุทธ์รุกตลาดสเปเชียลตี้และนวัตกรรมนมที่พัฒนามาเพื่อกาแฟโดยเฉพาะ

ไมเคิล เพริช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Noumi Limited ได้เผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ว่า MILKLAB ถือกำเนิดขึ้นจากการร่วมมือกับบาริสต้าเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างสรรค์นมที่ไม่ได้มีดีแค่สารอาหาร แต่ต้องส่งเสริมรสชาติของกาแฟได้อย่างไร้ที่ติ บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ โดยมีพนักงานกว่า 500 คนและโรงงานผลิตหลัก 2 แห่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์และรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เพื่อส่งออกผลิตภัณฑ์พรีเมียมไปยัง 24 ประเทศทั่วโลก ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนผ่านการพัฒนาสูตรที่ทำให้เนื้อสัมผัสนมสามารถตีฟองได้เนียนนุ่มและเข้ากันได้ดีกับทั้งเครื่องดื่มร้อนและเย็น

ในส่วนของการเติบโตในไทย ไมเคิลระบุว่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟพิเศษหรือ Special Coffee ในไทยกำลังมองหาวัตถุดิบระดับพรีเมียมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าปัจจุบัน 1 ใน 5 ของกลุ่มผู้ดื่มนมทางเลือกในไทยเริ่มรู้จักแบรนด์มิลค์แล็บแล้ว และทางแบรนด์มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้การรับรู้นี้ขยายไปสู่ผู้บริโภคทุกคนในกลุ่มเป้าหมาย โดยอาศัยความแข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนมอัลมอนด์ที่เป็นตัวยอดนิยม นมโอ๊ต นมมะพร้าว นมถั่วเหลือง และนมแมคคาเดเมียที่ให้รสชาติหอมมันเป็นเอกลักษณ์

ข้อมูลเชิงลึกจากการส่งออกในครึ่งปีหลังของปี 2025 พบว่ายอดการส่งออกนมทางเลือกของมิลค์แล็บเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 18 ซึ่งประเทศไทยถือเป็นส่วนแบ่งสำคัญของความสำเร็จนี้ ไมเคิลเชื่อมั่นว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในไทยนั้นสมบูรณ์แบบสำหรับการเติบโต เนื่องจากมีการผสมผสานระหว่างอุตสาหกรรมกาแฟท้องถิ่นที่เข้มแข็งและการยอมรับเทรนด์ใหม่ๆ จากต่างประเทศ การวางตำแหน่งแบรนด์ในฐานะผู้สนับสนุนหลักด้านนมทางเลือกในงานระดับโลกจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปักธงความยิ่งใหญ่ในตลาดเอเชียแปซิฟิก

MILKLAB

เดนิส เฟลป์ส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้า บริษัท Noumi Limited ได้อธิบายถึงโมเดลธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับกลุ่ม B2B (Business-to-Business) เป็นลำดับแรก โดยมุ่งเน้นการเป็นพันธมิตรกับร้านกาแฟสเปเชียลตี้และโรงคั่วกาแฟทั่วประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมิลค์แล็บได้เข้าไปอยู่ในร้านกาแฟชั้นนำกว่า 3,000 แห่ง กลยุทธ์นี้ถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นที่มักเริ่มต้นจากร้านค้าปลีกแล้วจึงเข้าสู่คาเฟ่ แต่มิลค์แล็บทำในทางตรงกันข้ามคือสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญก่อนจะขยายไปสู่มือผู้บริโภคทั่วไป

การร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง Aroma Group ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดไทย เนื่องจาก Aroma Group มีรากฐานที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมกาแฟ ตั้งแต่การปลูกเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงการจำหน่ายอุปกรณ์ชงกาแฟ ความร่วมมือนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้ประกอบการร้านกาแฟทั้งรายใหญ่และรายย่อยได้อย่างทั่วถึง เดนิสมองว่าไทยมีโอกาสมหาศาลจากการที่คนเริ่มทำกาแฟดื่มเองที่บ้านมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความต้องการนมพรีเมียมในช่องทางซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมเติบโตตามไปด้วยในลักษณะที่สอดคล้องกับพฤติกรรมในออสเตรเลีย

เมื่อมองถึงภาพรวมการแข่งขัน เดนิสยอมรับว่าตลาดนมพืชในไทยมีการแข่งขันสูง แต่เขาเชื่อมั่นในข้อได้เปรียบที่เกิดจากการ “คราฟต์” เพื่อบาริสต้าโดยเฉพาะ ขณะที่ตลาดรวมของนมทางเลือกในไทยมีปริมาณการบริโภคอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านลิตร ท่ามกลางตลาดนมวัวทั้งหมดที่ใหญ่ถึง 2,000-3,000 ล้านลิตร มิลค์แล็บตั้งเป้าที่จะเติบโตให้เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ประมาณร้อยละ 5 ต่อปี โดยในปี 2026 นี้ บริษัทคาดหวังที่จะสร้างการเติบโตให้ได้เป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายและการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง


การสร้างชุมชนบาริสต้าและการสื่อสารผ่านไลฟ์สไตล์ที่ไร้พรมแดน

MILKLAB

ด้าน แซร์จ คอสติ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญในการสร้างแบรนด์ผ่าน “Barista Community” ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่ทำให้มิลค์แล็บประสบความสำเร็จในฐานะ Lifestyle Brand ในออสเตรเลีย แซร์จเชื่อว่าบาริสต้าคือ “คนเฝ้าประตู” (Gatekeeper) ที่สำคัญที่สุดในคาเฟ่ เพราะเป็นคนที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และส่งต่อรสชาติที่ดีที่สุดไปยังลูกค้า ดังนั้นแบรนด์จึงไม่ได้เพียงแค่ขายสินค้า แต่ยังลงทุนในการจัดกิจกรรม Networking การแข่งขัน Latte Art และการฝึกอบรมในระดับรากหญ้าเพื่อพัฒนาฝีมือของคนในวงการอย่างจริงจัง

ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ยังได้รับการตอกย้ำผ่านการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เช่น ไมเคิล เจสัน (Michalis Jason) แชมป์โลกบาริสต้าปี 2024 และแบรนด์แอมบาสเดอร์ท่านอื่นๆ ที่เลือกใช้มิลค์แล็บเป็นส่วนประกอบหลักในเครื่องดื่มพิเศษ การได้รับการยอมรับในระดับสากลเช่นนี้ทำให้ร้านกาแฟพรีเมียมในไทยมีความมั่นใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์เมนูสูตรใหม่ๆ นอกจากนี้ แบรนด์ยังสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมที่นอกเหนือจากการดื่มกาแฟ เช่น ปาร์ตี้ดนตรี เพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในเชิงอารมณ์และความรู้สึกมากขึ้น

ในแง่ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ มิลค์แล็บประสบความสำเร็จอย่างมากในการเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 10 ล้านวิวต่อเดือนผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่เน้นความจริงใจผ่านอินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์และคาเฟ่ในช่องทาง TikTok และ Instagram แซร์จระบุว่ากลยุทธ์การตลาดแบบองค์รวมนี้จะช่วยผลักดันความตระหนักรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) จากร้อยละ 20 ในปัจจุบันให้พุ่งทะยานสู่ร้อยละ 100 ภายในปีนี้ การลงทุนด้านสื่อและการสื่อสารอย่างเข้มข้นสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“เราไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแบรนด์ที่วางขายบนชั้นวางสินค้า แต่เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกาแฟที่บาริสต้าให้ความไว้วางใจและผู้บริโภคหลงรักในทุกๆ แก้วที่พวกเขาดื่ม” — ไมเคิล เพริช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Noumi Limited กล่าวสรุปในงาน


#TheReporterAsia #MILKLAB #PlantBasedMilk #BaristaCommunity #CoffeeCulture #AromaGroup #EconomyUpdate #SpecialtyCoffee #BusinessStrategy #ThailandMarket2026

Related Posts