กรมชลประทานประสานความร่วมมือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทยอยปรับลดการระบายน้ำ เขื่อน ภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์แบบขั้นบันได มุ่งบริหารจัดการมวลน้ำเหนือหลาก หวังเซฟพื้นที่เศรษฐกิจลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมฝั่งแม่น้ำให้มากที่สุด
สถานการณ์น้ำเหนือไหลหลากและความจำเป็นในการควบคุมเมกะโปรเจกต์น้ำ
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันว่า ปริมาณมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนของประเทศยังคงไหลหลากลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการได้รับอิทธิพลของร่องมรสุมและฝนที่ตกสะสมในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ รวมถึงภาคกลางตอนบน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน
จากการตรวจวัดทางวิศวกรรมชลประทานเมื่อเวลา 06.00 น. พบว่าที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,095 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในขณะที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 690 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้ว่าในปัจจุบันระดับน้ำดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อพื้นที่ริมตลิ่งและพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ แต่การเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ
การประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งสองแห่ง เนื่องจากหากปล่อยให้มวลน้ำจากทางตอนบนและมวลน้ำท่าในพื้นที่ไหลมาสมทบกันโดยไม่มีการชะลอการระบาย อาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเมืองด้านท้ายน้ำได้ การบูรณาการข้อมูลร่วมกันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งนี้เพื่อความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ
กลยุทธ์การปรับลดการระบายน้ำแบบขั้นบันไดของสองเขื่อนยักษ์ใหญ่
กรมชลประทานได้จับมือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน โดยกำหนดให้มีการทยอยลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ การดำเนินงานดังกล่าวจะใช้แนวทางแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศท้ายน้ำอย่างกะทันหัน โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25 ถึง 31 พฤษภาคม 2569
ในส่วนของรายละเอียดการปรับลดมาตรการระบายน้ำนั้น เขื่อนภูมิพลจะทำการปรับลดปริมาณการปล่อยน้ำจากเดิมวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้เหลือเพียงวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์จะปรับลดการปล่อยน้ำจากวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้ลงมาอยู่ที่วันละ 12 ล้านลูกบาศก์เมตรตามลำดับ การลดสัดส่วนการระบายน้ำรวมของทั้งสองเขื่อนหลักนี้ จะช่วยลดปริมาณน้ำสะสมที่จะไหลลงไปสมทบในแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายสูงสุดของการปรับลดตัวเลขการระบายน้ำในครั้งนี้ คือการชะลอปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้มีความเหมาะสมและสมดุลกับสถานการณ์ฝนที่ตกในพื้นที่ ทั้งยังเป็นการช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถือเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่แม่นยำเพื่อปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมและย่านพาณิชยกรรมที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำสายหลัก

มาตรการเฝ้าระวังและการเตรียมความพร้อมรับมือในระดับภูมิภาค
เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทุกมิติ กรมชลประทานได้ออกคำสั่งเน้นย้ำไปยังโครงการชลประทานทุกแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้ดำเนินการติดตามสถานการณ์น้ำ สภาพอากาศ และปริมาณฝนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถปรับแผนเผชิญเหตุได้ทันท่วงทีหากเกิดกรณีมีฝนตกหนักเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากการเฝ้าระวังทางเทคนิคแล้ว กรมชลประทานยังได้สั่งการให้มีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและฝ่ายปกครองที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้รับทราบถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งรณรงค์ให้ภาคประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำที่อาจมีการแปรปรวนหรือเปลี่ยนแปลงได้ในระยะนี้
สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการริมน้ำที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลดิบเชิงสถิติและสถานการณ์น้ำที่เป็นปัจจุบัน สามารถเข้าไปติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมรวมถึงการคาดการณ์สภาพน้ำท่าได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรมชลประทาน ซึ่งจะมีการอัปเดตข้อมูลการระบายน้ำและระดับน้ำในสถานีวัดต่างๆ ทั่วประเทศแบบเรียลไทม์เพื่อความโปร่งใสและแม่นยำในการวางแผนใช้ชีวิต
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและการวิเคราะห์เสถียรภาพพื้นที่ท้ายน้ำ
การปรับลดการระบายน้ำของ 2 เขื่อน หลักในครั้งนี้ส่งผลดีในเชิงเศรษฐกิจมหภาคอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะการปกป้องต้นทุนภาคการเกษตรในเขตลุ่มเจ้าพระยา การชะลอน้ำช่วยลดความเสี่ยงที่พื้นที่นาข้าวและพืชไร่จะถูกน้ำท่วมขังก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งนั่นหมายถึงการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานอาหารและการคงรายได้หลักของเกษตรกรไทยในภูมิภาคภาคกลางเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย
ในมิติของภาคอุตสาหกรรมและการค้า การควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่าน เขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มาตรการเชิงรุกของ ชป. และ กฟผ. ช่วยลดต้นทุนความเสี่ยงด้านการประกันภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ ว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยมีระบบบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัยและพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ
นอกจากนี้ การกักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เพิ่มขึ้นจากการลดการระบายน้ำ ยังส่งผลดีต่อการสำรองต้นทุนน้ำไว้ใช้ในอนาคต ถือเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการบรรเทาอุทกภัยในปัจจุบันและการป้องกันภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในฤดูกาลถัดไป การบริหารจัดการน้ำในรอบสัปดาห์นี้จึงถือเป็นโมเดลความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างยั่งยืน
#SWOCRID #กรมชลประทาน #เจ้าพระยา #บริหารจัดการน้ำ #เขื่อนภูมิพล #เขื่อนสิริกิติ์ #กฟผ #เศรษฐกิจไทย

