ไทยเทพรส เตรียมส่ง 16 ซอสใหม่ บุกคนรุ่นใหม่ปั๊มยอด 3,600 ล้าน

ไทยเทพรส เตรียมส่ง 16 ซอสใหม่ บุกคนรุ่นใหม่ปั๊มยอด 3,600 ล้าน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันที่ดุเดือด ยักษ์ใหญ่ซอสปรุงรส 70 ปีอย่าง “ไทยเทพรส” เลือกที่จะไม่หยุดนิ่ง แต่กลับเดินหน้าเขย่าตลาดครั้งใหญ่ด้วยการส่งทัพสินค้าใหม่ Ready to Cook ถึง 16 รายการลงสนาม หวังเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ให้เข้าถึงหัวใจคนรุ่นใหม่ พร้อมปักธงขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต

ส่องกลยุทธ์ “ไทยเทพรส” ปลุกตลาดซอส 5,000 ล้านบาท

บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายซอสปรุงรสรายใหญ่ของไทย ภายใต้แบรนด์ที่คุ้นเคยอย่าง “ภูเขาทอง” และ “ซอสพริกศรีราชาพานิช” ประกาศเดินเกมรุกครั้งสำคัญในรอบหลายปีด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่พร้อมกันถึง 16 รายการ ภายในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นการตอบรับเทรนด์การทำอาหารกินเองที่บ้าน (Home Cooking) และอาหารฟิวชั่น (Fusion Food) ที่กำลังเติบโตอย่างรุนแรงทั่วโลก โดยมีอิทธิพลสำคัญมาจากกลุ่มฟู้ดครีเอเตอร์บนโลกโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ให้มองว่าการเข้าครัวเป็นเรื่องที่สนุกสนานและไม่ยุ่งยากอีกต่อไป

ภาพรวมของตลาดซอสปรุงรสในประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่าเฉพาะกลุ่มซอสสูงกว่า 5,000 ล้านบาท ทว่าอัตราการเติบโตของตลาดค่อนข้างนิ่ง โดยเฉลี่ยเติบโตไม่เกิน 1% ต่อปี การที่ไทยเทพรสเลือกเปิดตัวสินค้าใหม่จำนวนมากในคราวเดียว จึงไม่ใช่เพียงแค่การขยายพอร์ตสินค้าตามปกติ แต่เป็นกลยุทธ์สร้าง Range Product หรือการออกไลน์สินค้าที่ครอบคลุม เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้าง Brand Awareness ไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง (Urbanization) ที่ต้องการความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงต้องการรสชาติอาหารที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

เป้าหมายสูงสุดของการปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจในครั้งนี้ คือการพยายามขยายฐานผู้บริโภคให้มีอายุลดน้อยลง จากเดิมที่กลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์ภูเขาทองจะเป็นกลุ่มแม่บ้านหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ทางแบรนด์มุ่งหวังที่จะขยับลงมาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ในวัยเริ่มต้นทำงานและนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีต้นๆ ไปจนถึง 30 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้พร้อมเปิดใจทดลองสิ่งใหม่ๆ และมีพฤติกรรมการเสพสื่อที่ต้องการประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ การส่งสินค้ากลุ่ม Ready to Cook หรือซอสสำเร็จรูปขวดเดียวจบไม่ต้องปรุงเพิ่ม จึงเป็นหัวเจาะสำคัญที่จะทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแนบเนียน

เจาะลึก 16 รสชาติใหม่ ตอบโจทย์ใครๆ ก็ทำอาหารได้

คอนเซ็ปต์หลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้ง 16 รายการนี้ อยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ใครๆ ก็ทำอาหารได้” เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคที่อาจจะไม่มีทักษะในการปรุงอาหารขั้นสูง สามารถทำอาหารที่มีรสชาติอร่อยและได้มาตรฐานอย่างมั่นใจ โดยบริษัทได้แบ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกเป็น 2 แบรนด์หลักตามความเชี่ยวชาญ เริ่มต้นจากแบรนด์ “ภูเขาทอง” ที่นำเสนอซอสสไตล์ไทยสตรีทฟู้ด (Thai Street Food) จำนวน 8 รสชาติ ได้แก่ ซอสผัดกะเพรา ซอสสามเกลอ ซอสกะปิสำเร็จรูป ซอสผัดผงกะหรี่ ซอสก๋วยเตี๋ยว ซอสปลานึ่งซีอิ๊ว ซอสพะโล้ และซอสต้มยำ

ในขณะที่แบรนด์ “ซอสพริกศรีราชาพานิช” ได้ฉีกแนวไปสู่อัตลักษณ์อาหารนานาชาติสไตล์ฟิวชั่น (Thai Fusion) อีก 8 รสชาติ ประกอบด้วย ซอสหม่าล่า ซอสพริกศรีราชา (สูตรเกาหลี) ซอสยากินิคุ สูตรเผ็ด ซอสบาร์บีคิว ซอสบูโกกิ ซอสเทริยากิ ซอสผัดไทย และซอสเซซามิ สินค้าทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนายาวนานถึง 3-4 ปี เพื่อให้ได้รสชาติที่เป็นมาตรฐานสากลและถูกปากคนไทย โดยทางแบรนด์วางแผนที่จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้เป็นต้นไป

ความน่าสนใจของสินค้าชุดนี้คือการดึงเอา “Pain Point” หรือปัญหาที่ผู้บริโภคเจอจริงในการทำอาหารมาแก้ไข เช่น ผลิตภัณฑ์ “ซอสสามเกลอ” ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากโขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย ให้มือเลอะหรือส่งกลิ่นติดมือ หรือ “ซอสผัดไทย” และ “ซอสกะปิสำเร็จรูป” ที่ปกติมีขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบและเคี่ยวน้ำซอสที่ยุ่งยาก ซอสสำเร็จรูปเหล่านี้ได้รับการออกแบบให้มีรสชาติระดับกลางๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำไปหยอด ปรุง หรือแต่งเติมพริกและส่วนผสมอื่นๆ เพิ่มเติมตามความชอบของตัวเองได้อย่างอิสระ

ไทยเทพรส

ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจและปัจจัยลบ มุ่งรักษาฐานที่มั่นในประเทศ

การเดินเกมรุกในประเทศครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันไทยเทพรสมีสัดส่วนรายได้จากการขายในประเทศ 80% และการส่งออกไปยังต่างประเทศอีก 20% ซึ่งตลาดส่งออกหลักคือสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศในแถบเอเชียและเพื่อนบ้าน ทว่าในปีที่ผ่านมา ปัญหาภาวะสงครามและค่าขนส่งที่ผันผวน โดยเฉพาะในตลาดกัมพูชาและตะวันออกกลาง ทำให้การขยายตลาดต่างประเทศทำได้ยากขึ้น บริษัทจึงเลือกที่จะชะลอแผนการเติบโตในต่างประเทศชั่วคราวและหันกลับมาโฟกัสการทำตลาดในประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ที่ขยับเพิ่มขึ้นถึง 25-30% รวมถึงต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ เป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม อย่างไรก็ตาม ไทยเทพรสยังคงยืนยันที่จะไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าหลักเพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้บริโภค แต่เลือกที่จะปรับตัวผ่านการบริหารจัดการภายในองค์กรแทน เช่น การควบคุมค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน การปรับปรุงโครงสร้างภายใน และการเตรียมลงทุนในระบบโซล่าเซลล์เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว

“เราเห็นเทรนด์การเติบโตของ Home cooking และ Fusion food ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย และเหล่า food creator ทำให้ผู้คนสนุกกับการสร้างสรรค์เมนู mix & match รสชาติใหม่ๆ สะท้อนตัวตนผ่านอาหาร ทำให้ไทยเทพรสพัฒนาสินค้าใหม่ถึง 16 รายการ เพื่อเข้าไปอยู่ในทุกโมเมนต์การทำอาหารของผู้บริโภคและร้านอาหารทั่วประเทศ” — คุณวรัญญา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน)

สำหรับแผนการตลาดของสินค้าใหม่ทั้ง 16 รายการ บริษัทจะเริ่มต้นส่งสินค้า 3 รายการแรกจากแบรนด์ซอสพริกศรีราชาพานิช ได้แก่ ซอสพริกศรีราชาหม่าล่า ซอสพริกศรีราชาโคชูจัง (สูตรเกาหลี) และซอสพริกศรีราชายากินิคุ เข้าไปวางจำหน่ายที่แม็คโคร (Makro) ในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนที่จะทยอยส่งสินค้าที่เหลือเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดอื่นๆ เช่น ท็อปส์ (Tops) ในช่วงปลายปีไปจนถึงต้นปีหน้า โดยจะเน้นกลยุทธ์ Experiential Marketing หรือการตลาดแบบให้ผู้บริโภคได้ทดลองชิมและสัมผัสประสบการณ์จริง มากกว่าการทุ่มงบโฆษณาเพื่อสร้างยอด Engagement บนออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ก้าวต่อไปของยักษ์ใหญ่ซอสปรุงรส 70 ปี

วิสัยทัศน์ในระยะยาวของไทยเทพรสไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นขวดซอสบนชั้นวางในห้องครัว แต่กำลังมุ่งหน้าสู่การสร้าง “Culture Food Experience” เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ หนึ่งในโปรเจกต์ไฮไลท์ที่บริษัทกำลังซุ่มพัฒนาคือการเตรียมเปิดหน้าชอป (Shop) ของตัวเองในย่านประวัติศาสตร์อย่าง “ถนนทรงวาด” ซึ่งเป็นย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัยของคาเฟ่และอาร์ตแกลเลอรีได้อย่างลงตัว โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างและแล้วเสร็จในช่วงปีหน้า

การไปปักธงที่ถนนทรงวาดนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความคลาสสิกแต่ยังคงทันสมัย (Modern Classic) และต้องการสร้าง Brand Value ให้สูงขึ้น โดยร้านแห่งนี้จะไม่ใช่เพียงสถานที่ขายซอส แต่จะเป็นพื้นที่ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมอาหารเพื่อให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมองเห็นโอกาสจากการเติบโตของแบรนด์สินค้าขนาดเล็ก (SMEs) ที่หันมาทำซอสสูตรเฉพาะของตัวเอง โดยมองว่าไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรง แต่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจเนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ยังคงต้องซื้อซอสพื้นฐานของไทยเทพรสไปเป็นวัตถุดิบในการตั้งต้นอยู่ดี

สำหรับเป้าหมายผลประกอบการในปี 2569 นี้ จากปีที่ผ่านมาที่บริษัทสามารถสร้างรายได้รวมได้เกือบ 3,500 ล้านบาท (เติบโตประมาณ 1%) ในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ประมาณ 1% หรือตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่เกือบ 3,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของตลาดร้านอาหารที่อาจมีการหดตัวลงบ้าง แต่จะถูกชดเชยด้วยตลาดการทำอาหารกินเองในบ้านที่ขยายตัวขึ้น โดยไทยเทพรสยังคงครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดซอสปรุงรสฝาเขียวอย่างเหนียวแน่น และพร้อมที่จะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

“ไทยเทพรสมองว่าอาหารไทยเป็นหนึ่งใน soft power สำคัญของประเทศและซอสปรุงรสเป็นหัวใจหลักต่อยอดรสชาติอาหารไทยสู่เวทีโลกได้… การเปิดตัวสินค้าใหม่ถึง 16 รายการ เป็นการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำกว่า 70 ปีที่ไทยเทพรสมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหารและอยู่คู่ทุกครัวไทยเสมอมา” — คุณบัญชา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน)

#ไทยเทพรส #ซอสภูเขาทอง #ซอสพริกศรีราชาพานิช #ReadyToCook #HomeCooking #THAIFEX2026 #ข่าวเศรษฐกิจ

Related Posts