เปิดคู่มือชำระเงินระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลของรัฐ ส่อง วิธีใช้เงิน ไทยช่วยไทยพลัส เน้นย้ำการสแกนจ่ายแบบพบหน้าเพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่าสูงสุดในวันแรกของการเปิดใช้สิทธิ์
ขั้นตอนที่หนึ่ง: การเตรียมความพร้อมเปิดระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลและตรวจเช็กสิทธิ์ก่อนใช้จ่าย
การเริ่มต้นใช้งานโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ในวันแรก วิธีใช้เงิน ไทยช่วยไทยพลัส ให้ราบรื่นและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์จำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบและเปิดใช้งานระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ หรือ G-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้เรียบร้อยล่วงหน้า ซึ่งผู้ใช้งานควรทำการอัปเดตเวอร์ชันของแอปพลิเคชันให้เป็นปัจจุบันที่สุดเพื่อรองรับระบบความปลอดภัย การพิสูจน์ตัวตน และการแสดงผลวงเงินสนับสนุนที่ภาครัฐร่วมจ่ายได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถเข้าใช้งานเพื่อใช้สิทธิ์ในวันแรกและวันต่อๆ ไปได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น. ของทุกวัน
หลังจากเข้าสู่ระบบ G-Wallet เรียบร้อยแล้ว ให้ผู้บริโภคตรวจสอบวงเงินร่วมจ่ายที่ภาครัฐสนับสนุนอย่างละเอียด ซึ่งตามเงื่อนไขของโครงการนี้ รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนค่าสินค้าในอัตราร้อยละ 60 ของราคาสินค้าจริง โดยมีเพดานการช่วยจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และรวมกันไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน การเช็กยอดเงินตรงนี้จะช่วยให้เราทราบสิทธิ์คงเหลือในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน และช่วยให้คำนวณเงินสดส่วนที่เราต้องสมทบจ่ายเองอีกร้อยละ 40 ได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าร้านค้า
เทคนิคสแตนด์บายระบบที่สำคัญสำหรับวันแรกคือการโอนเงินส่วนต่างร้อยละ 40 ของเราเข้าไปสำรองไว้ใน G-Wallet ให้เพียงพอกับมูลค่าสินค้าที่ต้องการซื้อ เนื่องจากในวันแรกของการเปิดระบบ (1 มิถุนายน 2569) อาจมีปริมาณผู้ใช้งานหนาแน่น การเติมเงินฝั่งของเราให้พร้อมจะช่วยลดความล่าช้าในการทำธุรกรรมหน้าร้าน และทำให้การหักยอดเงินร่วมจ่ายระหว่างแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของประชาชน และแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของทางร้านค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่มีสะดุด
ขั้นตอนที่สอง: กระบวนการทำธุรกรรมแบบพบหน้าและการสแกนคิวอาร์โค้ดชำระเงินที่ถูกหลักเกณฑ์
เมื่อเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม หรือร้านค้าทั่วไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนการชำระเงินถือเป็นจุดที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดตามข้อกำหนดของกฎหมาย ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องแจ้งความประสงค์ชำระเงินด้วยโครงการไทยช่วยไทยพลัสแก่ร้านค้า จากนั้นให้เปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แล้วกดเลือกเมนู ใช้สิทธิ์โครงการฯ ที่บริเวณกลางจอ เพื่อเข้าไปที่หน้าโครงการแล้วกด “สแกน QR เพื่อใช้สิทธิ์” ระบบจะเปิดกล้องเพื่อทำการสแกนรหัสคิวอาร์ (QR Code) จากแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่ทางพ่อค้าแม่ค้ากดสร้างขึ้นตามยอดเงินรวมของสินค้าชิ้นนั้นๆ
หัวใจสำคัญของการสแกนจ่ายในขั้นตอนนี้คือ “ต้องซื้อขายและสแกนคิวอาร์โค้ดกันแบบพบหน้า (face-to-face) เท่านั้น” เอกสารหลักเกณฑ์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามไม่ให้มีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ หรือผ่านคนกลาง ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ รวมถึงห้ามทำการแคปหน้าจอ ถ่ายซ้ำ ส่งต่อ หรือใช้วิธีการอื่นใดกับ QR Code ในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอหน้ากันโดยเด็ดขาด การปฏิบัติตามขั้นตอนการสแกนจ่ายแบบพบหน้าหน้าร้านค้าจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริโภคทุกคนต้องทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
หลังจากกล้องสแกนคิวอาร์โค้ดเสร็จสิ้น ระบบจะแสดงหน้าจอตรวจสอบยอดเงิน โดยจะจำแนกสัดส่วน 60/40 ให้เห็นชัดเจน คือยอดเงินที่รัฐสนับสนุน (ไม่เกิน 200 บาทต่อวัน) และยอดเงินส่วนที่หักจากเงินใน G-Wallet ของเรา ให้ผู้ซื้อทำการตรวจสอบชื่อร้านค้าและจำนวนเงินให้ตรงกับความเป็นจริงก่อนจะกดปุ่มยืนยันการชำระเงินและใส่รหัสผ่านความปลอดภัย (PIN) เมื่อระบบบันทึกรายการสำเร็จและออกสลิปอิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อย จึงจะถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนการซื้อขายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ขั้นตอนที่สาม: เทคนิคการเลือกประเภทสินค้าและการตรวจสอบยอดเงินหลังเสร็จสิ้นภารกิจ
นอกจากการสแกนจ่ายให้ถูกวิธีแล้ว เทคนิคการเลือกซื้อสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขในวันแรกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากภาครัฐได้กำหนดรายการสินค้าต้องห้ามที่ไม่สามารถใช้วงเงินร่วมจ่ายสนับสนุนได้ ประชาชนจึงต้องหลีกเลี่ยงการนำเงินโครงการไปใช้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด รวมไปถึงบริการในรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า การเลือกซื้อเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม และของใช้ทั่วไปที่จำเป็นจึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการรีดประสิทธิภาพเงินตั้งแต่วันแรก
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกคือ สามารถเลือกใช้สิทธิ์ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหารหรือ Food Delivery Platform ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน ซึ่งระบบจะผูกบัญชีการชำระเงินระหว่างแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของเราเข้ากับแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของร้านค้าโดยตรง แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐจะช่วยสนับสนุนเงินร่วมจ่ายเฉพาะในส่วนของค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ และสามารถสั่งได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569ในช่วงเวลา 06.00 น. ถึง 21.00 น. ของทุกวัน
สุดท้ายหลังจากเสร็จสิ้นการใช้จ่ายในวันแรกแล้ว ผู้บริโภคควรเข้าไปที่หน้าประวัติการทำธุรกรรมในแอปพลิเคชันเพื่อตรวจสอบยอดเงินสิทธิ์คงเหลืออีกครั้ง และควรระลึกไว้เสมอว่ากรณีที่มีวงเงินสิทธิ์เหลือในเดือนใดก็ตาม ระบบจะไม่ทบยอดสิทธิ์นั้นไปให้ในเดือนถัดไป ดังนั้น การวางแผนกระจายการใช้จ่ายเฉลี่ยให้ครบ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือนอย่างคุ้มค่า และการปฏิบัติตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัดโดยไม่กระทำการใดๆ ที่ฝ่าฝืนเงื่อนไข จะช่วยให้เราสามารถใช้สิทธิ์โครงการได้อย่างปลอดภัยยาวนานไปจนจบโครงการในสิ้นเดือนกันยายน
#ไทยช่วยไทยพลัส, #ขั้นตอนการชำระเงิน, #วิธีสแกนจ่ายเป๋าตัง, #คู่มือใช้สิทธิ์วันแรก, #มาตรการรัฐ๖๐๔0, #สแกนจ่ายแบบพบหน้า, #TheReporterAsia

