เมื่อมหาอำนาจเทคโนโลยีอย่างจีน ขยับหมากครั้งสำคัญบนกระดานยูเอ็นด้วยการชูธง “AI เพื่อมวลมนุษยชน” นี่ไม่ใช่แค่เกมการทูต แต่คือการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนผ่านทุนนิยมดิจิทัลให้กลายเป็นเครื่องมือทลายความเหลื่อมล้ำสำหรับคนทุกกลุ่มทั่วโลก
ปฏิวัติบทบาท AI จากเครื่องมือทุนนิยมสู่สิทธิมนุษยชนสากล
ซินหัว รายงานว่า เวทีสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องจารึกหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เป็นแกนนำในการเปิดเผยแถลงการณ์ร่วมว่าด้วย “ความสามารถเข้าถึง AI” (AI Accessibility) ต่อหน้าภาคีสมาชิกในการประชุมความร่วมมือทางเทคนิคของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 62 ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสมการทางคณิตศาสตร์หรือผลกำไรทางธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวพันกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคดิจิทัล
แกนหลักของแถลงการณ์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การเรียกร้องให้ประชาคมโลกใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเข้าถึงและการดำเนินการตามข้อมติของคณะมนตรีฯ ที่ว่าด้วยการเข้าถึงสิทธิมนุษยชนอย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสานเข้ากับกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในยุคที่ทุกภาคส่วนกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว
การผลักดันของ จีน ในครั้งนี้มีนัยสำคัญยิ่งต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่มักจะถูกละเลยในโลกเทคโนโลยีอันรีบเร่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ รวมถึงคนเปราะบางกลุ่มอื่นๆ ในสังคม การเข้าถึง AI จึงไม่ได้หมายถึงแค่การมีอินเทอร์เน็ตใช้ แต่หมายถึงการที่มนุษย์ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากระบบอัจฉริยะในการยกระดับคุณภาพชีวิต มีสิทธิและเสียงที่เท่าเทียมกันในสังคมโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
แนวร่วมพหุภาคีและการปักหมุดข้อเสนอ 4 ประการเพื่อโลกอนาคต
แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนวิสัยทัศน์ของจีนเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นวงกว้างจากหลากประเทศที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น รัสเซีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน เวเนซุเอลา ซูดาน และกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนมากที่พร้อมใจกันแสดงจุดยืนสนับสนุนผ่านแถลงการณ์ของตนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการร่วมกันของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ในการเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
“จีนเรียกร้องทุกฝ่ายใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมความสามารถเข้าถึงและดำเนินการตามข้อมติของคณะมนตรีฯ ที่เกี่ยวกับความสามารถเข้าถึงสิทธิมนุษยชนทั้งหมดอย่างครบถ้วน โดยความสามารถเข้าถึงดังกล่าวมีนัยสำคัญยิ่งต่อสิทธิมนุษยชนทั้งหมดและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของทุกคน รวมถึงผู้พิการ ผู้สูงอายุ และคนเปราะบางกลุ่มอื่นๆ” — เจี่ยกุ้ยเต๋อ ผู้แทนถาวรของจีนประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา
ข้อเสนอหลักภายใต้แถลงการณ์นี้ระบุชัดถึง 4 ประการสำคัญ โดยประการแรกคือการยึดมั่นแนวทางที่มุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อเพิ่มแรงขับเคลื่อนแก่เศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง ประการต่อมาคือการส่งเสริมให้ AI มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้ทุกคนได้ร่วมสร้างและแบ่งปันผลลัพธ์ร่วมกัน ขณะที่ประการที่สามและสี่เน้นย้ำเรื่องความเป็นธรรม ความเป็นกลาง ตลอดจนการลดช่องโหว่ทางดิจิทัลและความเหลื่อมล้ำทางการพัฒนาในระดับภูมิภาคและสากลอย่างยั่งยืน
มิติใหม่ทางเศรษฐกิจดิจิทัลกับการทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ
การขยับตัวของ จีน และกลุ่มพันธมิตรในครั้งนี้ กำลังส่งสัญญาณชัดเจนไปยังเหล่านักพัฒนาเทคโนโลยีและกลุ่มบิ๊กเทค (Big Tech) ทั่วโลก ว่าโมเดลธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องบูรณาการเรื่องความครอบคลุม (Inclusivity) เข้าไปในดีเอ็นเอของผลิตภัณฑ์ การลดช่องว่างทางดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของจริยธรรมอีกต่อไป แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ที่จะดึงเอาประชากรอีกหลายล้านคนเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจ
เมื่อมองผ่านเลนส์ของนักวิเคราะห์ ข้อเสนอที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติอันดีในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ จะช่วยเร่งกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาจะไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถนำโมเดลความสำเร็จไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของตนเอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของกลุ่มสตาร์ทอัพและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก
ท้ายที่สุดแล้ว แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้กำลังสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์มวลชนอย่างแท้จริง การพัฒนา AI หลังจากนี้จะถูกจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเท่าเทียมและเป็นกลางได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง การดึงเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนและความสามารถเข้าถึงมาเป็นตัวตั้ง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่สมดุลและยั่งยืนที่สุดในประวัติศาสตร์
#AI, #ปัญญาประดิษฐ์, #สิทธิมนุษยชน, #สหประชาชาติ, #เศรษฐกิจดิจิทัล, #จีน, #เทคโนโลยีเพื่อสังคม, #UNHRC, #ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล, #นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

