สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หารือร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) และหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ (JCC) เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 ถึงครึ่งแรกปี 2569) มีจำนวน 1,380 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 396,000 ล้านบาท โดยผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจสะท้อนว่าทุนญี่ปุ่นเตรียมเดินหน้ายกระดับฐานการผลิตในไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องจักรทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว
ผลสำรวจดัชนีเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนญี่ปุ่นปี 2569
ผลการสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรกของปี 2569 จาก 504 บริษัท พบว่า ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (DI) อยู่ที่ระดับ -6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 0 ในครึ่งหลังของปี 2568 โดยมีแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ความต้องการในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับการปรับตัวของภาคการผลิต พบว่าบริษัทญี่ปุ่นร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 และร้อยละ 48 ตั้งใจคงระดับการลงทุนเดิม โดยเป้าหมายหลักเน้นไปที่การยกระดับประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม ซึ่งมีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนของเดิมร้อยละ 59 ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรร้อยละ 31 และลงทุนด้าน Digital Transformation อีกร้อยละ 22 สอดคล้องกับมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของบีโอไอ ที่มีบริษัทญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกปี 2569 กว่า 400 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 55,000 ล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า “ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน”

ข้อเสนอแนะจากเอกชนญี่ปุ่นและการปรับตัวรองรับนโยบายโลก
ในส่วนของความคาดหวังต่อภาครัฐไทย บริษัทญี่ปุ่นต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนด้านภาษีและการเงินมากที่สุดร้อยละ 29 รองลงมาคือการส่งเสริมตลาดภายในประเทศร้อยละ 26 และการขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร้อยละ 24 ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจำกัดจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ โดยร้อยละ 42 ระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ และร้อยละ 39 ได้รับผลกระทบบ้าง
นอกจากนี้ บีโอไอและผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น ได้แก่ นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และ นายคอนโดะ ฮิโรยาซึ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ ยังได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการยกระดับอุตสาหกรรมสู่กิจกรรมมูลค่าสูง การส่งเสริมพลังงานสะอาดผ่านกลไก Direct PPA และ Utility Green Tariff (UGT) การพัฒนาบุคลากรทักษะสูงผ่านโครงการ Skill Bridge การส่งเสริมบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (BOI to IPO) ตลอดจนการเตรียมกลไกเครดิตภาษี (QRTC) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากกติกาภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax)
นายนฤตม์ กล่าวเสริมว่า “ไทยต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตและขยายการลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง บีโอไอพร้อมทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ”
#บีโอไอ #เจโทร #JCC #ลงทุนญี่ปุ่น #เศรษฐกิจไทย #การส่งเสริมการลงทุน #บอร์ดบีโอไอ

