ทริสเรทติ้ง ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดชี้ ผลกระทบโดยตรงจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ต่อบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตยังอยู่ในวงจำกัด กระทบไม่ถึง 5% ของผู้ออกตราสารหนี้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางอ้อมที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบางอยู่แล้ว ถือเป็นความท้าทายที่น่ากังวลมากกว่า ทั้งในมิติของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคในประเทศที่ยังอ่อนแอ
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้เผยแพร่รายงาน “Credit Spotlight” ฉบับล่าสุด ประเมินผลกระทบจากแรงกดดันด้านมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาที่อาจปรับขึ้นต่อประเทศไทย โดยระบุว่า แม้ผลกระทบทางตรงต่อผู้ออกตราสารหนี้จะค่อนข้างจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านช่องทางเศรษฐกิจมหภาคอาจสร้างความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพเครดิตของภาคธุรกิจในภาพรวม โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเปราะบางจากการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา และการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว
ทริสเรทติ้งชี้ว่า ปัจจัยภายนอกที่เพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัวลง และทำให้การขยายกำลังการผลิตต้องเลื่อนออกไป ซึ่งจะกระทบต่อไปยังการจ้างงานและการเติบโตของรายได้ และยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ลดต่ำลง ในอนาคตข้างหน้า การมีฐานรายได้ที่หลากหลาย สภาพคล่องที่แข็งแกร่ง และโครงสร้างเงินทุนที่รอบคอบ จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้านคุณภาพเครดิตระหว่างบริษัทต่างๆ
ผลกระทบโดยตรง: จำกัดอยู่ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก
จากการวิเคราะห์ผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากทริสเรทติ้งจำนวนทั้งสิ้น 225 บริษัท พบว่ามีเพียงไม่ถึง 5% หรือ 7 บริษัทเท่านั้น ที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ โดยตรงและอาจได้รับผลกระทบ บริษัทเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่:
- อาหารแปรรูป: รวมถึงอาหารทะเลและอาหารสัตว์เลี้ยง (TU, CPF, BTG)
- ผลิตภัณฑ์จากยางพารา: (STA, STGT, TEGH)
- อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า: (SNC)
โดยรวมแล้ว บริษัททั้ง 7 แห่งนี้มีรายได้รวมกันประมาณ 1 ล้านล้านบาทในปี 2567 แต่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 6% ของรายได้รวมทั้งหมด และในจำนวนนี้ มีเพียง 4.4% ของรายได้รวมเท่านั้นที่คาดว่าจะอยู่ภายใต้เกณฑ์อัตราภาษีใหม่ที่อาจปรับเพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาในรายบริษัท พบว่า บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNC เป็นบริษัทที่มีการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของรายได้ในปี 2567 รองลงมาคือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 20% ของรายได้ และอาจเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันจากมาเลเซียและอินโดนีเซียหากอัตราภาษีสูงขึ้น และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ ประมาณ 18%
อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ได้มีการปรับตัวเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความตึงเครียดทางการค้ารอบแรก โดยได้กระจายฐานการผลิตและแหล่งวัตถุดิบ ขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น และแสวงหาลูกค้าใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น TU มีแผนจะใช้โรงงานแปรรูปในประเทศเซเชลส์และกานาซึ่งมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่บริษัทอย่าง CPF และ BTG มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไปสหรัฐฯ น้อยมาก
ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีความยืดหยุ่นทางการเงินและการดำเนินงานที่จำกัดกว่า ยังคงมีความเปราะบางและต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงทางอ้อม: ความท้าทายที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจมหภาค
แม้ผลกระทบโดยตรงจะจัดการได้ แต่ทริสเรทติ้งมองว่าผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นถือเป็นความท้าทายที่รุนแรงกว่าต่อเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออยู่แล้ว โดยสามารถแบ่งความเสี่ยงหลักออกเป็น 3 ด้านดังนี้:
1. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ส่อเค้าชะลอตัว
ข้อมูลล่าสุดในไตรมาสแรกของปี 2568 พบว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งการลงทุนจากจีนก็ลดลงในอัตราใกล้เคียงกัน แม้ว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยจะได้รับอานิสงส์จากกลยุทธ์ “China+1” แต่การที่สหรัฐฯ อาจปรับขึ้นภาษีต่อประเทศที่ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับการส่งผ่านสินค้าจากจีน อาจส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือถูกเลื่อนออกไป โดยเฉพาะหากอัตราภาษีนำเข้าจากไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน
ผลกระทบต่ออันดับเครดิต: การลดลงของ FDI อาจส่งผลให้การสร้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีชะลอตัวลง กระทบต่อผลิตภาพในระยะยาว ผู้ประกอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาจเผชิญกับยอดขายที่ดินที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มนี้ เช่น AMATA, WHA ได้มีการขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นในอาเซียนอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งอาจช่วยบรรเทาผลกระทบโดยรวมได้บ้าง
2. การลงทุนภาคเอกชนที่อ่อนแรงอยู่แล้ว
การลงทุนภาคเอกชนของไทยชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 จากความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บริษัทต่างๆ มีแนวโน้มที่จะเลื่อนแผนการลงทุนขนาดใหญ่ออกไปและเลือกที่จะถือเงินสดไว้เพื่อรอดูสถานการณ์
ผลกระทบต่ออันดับเครดิต: การชะลอการลงทุนจะสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาการขยายตัวของอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง ที่อาจเผชิญกับคำสั่งซื้อที่ลดลง ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทุนก็จะได้รับผลกระทบจากความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ลดลง แนวโน้มเหล่านี้อาจนำไปสู่การเสื่อมถอยของตัวชี้วัดด้านเครดิต โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้สูงหรือมีความยืดหยุ่นทางการเงินจำกัด
3. ซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง
การบริโภคในประเทศของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยมีปัจจัยฉุดรั้งสำคัญคือระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงให้แก่บริษัทที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก
ผลกระทบต่ออันดับเครดิต:
- ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย: กำลังเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ยอดขายที่ชะลอตัวและต้องเลื่อนการเปิดโครงการใหม่อาจกดดันรายได้และเพิ่มความเสี่ยงด้านสินค้าคงคลัง
- ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย: เผชิญกับแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย โดยเฉพาะในพอร์ตสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคล การเติบโตของสินเชื่อมีแนวโน้มชะลอตัวลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกัดกร่อนความสามารถในการทำกำไร และอาจนำไปสู่การปรับลดแนวโน้มหรืออันดับเครดิตได้ในอนาคต
โดยสรุป แม้บริษัทไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ โดยตรงจะได้รับผลกระทบในวงจำกัดและหลายรายมีแผนรับมืออยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่ผลกระทบทางอ้อมซึ่งแผ่ขยายเป็นวงกว้างและซ้ำเติมจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่เดิม ทั้งในด้านการลงทุนและการบริโภค สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าปัจจัยด้านคุณภาพเครดิตที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในระยะต่อไป คือความสามารถในการกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ การรักษาสภาพคล่องในระดับสูง และการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบระมัดระวัง
#เศรษฐกิจไทย #ทริสเรทติ้ง #ภาษีสหรัฐ #สงครามการค้า #ผลกระทบเศรษฐกิจ #การลงทุน #FDI #หนี้ครัวเรือน #ส่งออกไทย #จัดอันดับเครดิต #SNC #TU #STGT

