เต็ดตรา แพ้ค ประเทศไทย ตอกย้ำจุดยืนผู้นำด้านความยั่งยืน จัดงานเสวนาใหญ่เผยผลสำเร็จจากรายงานความยั่งยืนปี 2024 ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติการณ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าได้ถึง 25% และลดลงอย่างน่าทึ่งถึง 54% จากการดำเนินงานของบริษัทเองเมื่อเทียบกับปี 2019 นำโดย นางสาวรัตนศิริ ติลกสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ ที่ชี้ว่านี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จระดับโลก แต่เป็นพิมพ์เขียวที่กำลังถูกนำมาปรับใช้อย่างเข้มข้นในประเทศไทย ผ่านนวัตกรรมเครื่องจักรและบรรจุภัณฑ์ที่ล้ำสมัย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคธุรกิจทั่วโลก บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานเสวนาครั้งสำคัญในหัวข้อ “รายงานความยั่งยืน สรุปผลปี 2024” เพื่อสื่อสารทิศทางและแบ่งปันความสำเร็จในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีทีมผู้บริหารระดับสูงของประเทศไทยร่วมให้ข้อมูลอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นางสาวรัตนศิริ ติลกสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ ผู้กุมบังเหียนองค์กรในประเทศไทย พร้อมด้วย นายปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำวยการฝ่ายความยั่งยืน, นายสุรพงศ์ กอบประเสริฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต และ นางสาวแพรพร อมรภาพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านบรรจุภัณฑ์
นางสาวรัตนศิริ ติลกสกุลชัย ได้กล่าวเปิดงานเสวนาเพื่อฉายภาพใหญ่และสะท้อนถึงพันธกิจหลักขององค์กรว่า “เจตนารมณ์ของเต็ดตรา แพ้ค คือ ‘PROTECTS WHAT’S GOOD™’ ซึ่งหมายถึงการปกป้องทุกคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผู้คน และโลกของเรา ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ทั้งความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ใช่ภารกิจเสริม แต่เป็นหัวใจหลักของทุกสิ่งที่เราทำ รายงานฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขและสถิติ แต่เป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น ความร่วมมือ และนวัตกรรมที่เราได้สร้างขึ้น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการเติบโตทางธุรกิจและการดูแลโลกสามารถเดินควบคู่กันไปได้ และที่สำคัญคือการนำความสำเร็จและองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของประเทศไทย”
จากรายงานความยั่งยืนปี 2024 ซึ่งใช้ปี 2019 เป็นปีฐานในการเปรียบเทียบ ได้เผยให้เห็นถึงความสำเร็จที่น่าทึ่งในระดับโลก โดยเต็ดตรา แพ้ค สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค ได้ถึง 25% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่ความสำเร็จที่โดดเด่นและสะท้อนถึงความพยายามภายในองค์กรอย่างแท้จริง คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของบริษัทเอง ซึ่งลดลงได้มากถึง 54%
ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้เป็นผลโดยตรงจากการยกเครื่องกระบวนการผลิตทั่วโลก และการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงถึง 94% ในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นก้าวย่างที่มั่นคงและแข็งแกร่งในการเดินทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในการดำเนินงานภายในปี 2030
นวัตกรรมคือคำตอบ: เมื่อความยั่งยืนถูกออกแบบตั้งแต่ต้นทาง
นายสุรพงศ์ กอบประเสริฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต ได้ลงลึกในรายละเอียดว่า แนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมของเต็ดตรา แพ้ค ไม่ได้มองแค่ประสิทธิภาพของเครื่องจักร แต่พิจารณาถึง ‘ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ’ (Total Cost of Ownership) ของลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งหมายความว่าการประหยัดพลังงานไม่ใช่ทางเลือกเสริมราคาแพง แต่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ถูกออกแบบมากับเครื่องจักรทุกรุ่น
“เราเข้าใจดีว่าสำหรับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม การลดต้นทุนการผลิตคือสิ่งสำคัญสูงสุด ดังนั้น นวัตกรรมของเราจึงตอบโจทย์โดยตรง” นายสุรพงศ์กล่าว “ตัวอย่างที่ชัดเจนที่เราได้นำมาใช้ในประเทศไทยแล้ว คือ เครื่องฆ่าเชื้อระบบยูเอชที (UHT) ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Q-corrugation ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการออกแบบท่อแลกเปลี่ยนความร้อน ทำให้ลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 40% เช่นเดียวกับ เครื่องแยกไขมัน (Separator) ที่ใช้เทคโนโลยี AirTight with Encapt ซึ่งลดแรงเสียดทานในระบบและช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 40% เช่นกัน

การลดพลังงานในระดับนี้หมายถึงการลดต้นทุนการผลิตและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้กับลูกค้าของเราได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ เรายังก้าวไปอีกขั้นด้วยการใช้วัสดุที่ยั่งยืนในการผลิตเครื่องจักร โดยได้เริ่มนำ ‘สเตนเลส สตีล รีไซเคิล’ (Circle Green® Stainless Steel) ที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 93% มาใช้ในการผลิตโครงสร้างของเครื่องโฮโมจีไนเซอร์ ซึ่งเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำของการผลิต”
ในขณะที่เครื่องจักรคือหัวใจของโรงงาน บรรจุภัณฑ์ก็คือปราการด่านสุดท้ายที่ปกป้องอาหารและสื่อสารกับผู้บริโภค นางสาวแพรพร อมรภาพันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านบรรจุภัณฑ์ อธิบายถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในส่วนนี้ว่า “เป้าหมายของเราชัดเจน นั่นคือการสร้างสรรค์กล่องเครื่องดื่มที่ยั่งยืนที่สุดในโลก ซึ่งต้องอาศัยการทลายข้อจำกัดเดิมๆ นวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเราคือ ชั้นฟิล์มป้องกันที่ทำจากกระดาษ (Paper-based barrier) ซึ่งถูกนำมาใช้แทนชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์ที่เคยเป็นมาตรฐานของกล่องปลอดเชื้อมานานหลายทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บรรจุภัณฑ์มีสัดส่วนกระดาษเพิ่มขึ้นเป็น 80% และเมื่อรวมกับพลาสติกชีวภาพจากอ้อย ทำให้กล่องมีสัดส่วนวัสดุหมุนเวียนสูงถึง 90% และลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 33%”
“สำหรับในประเทศไทย เราเห็นเทรนด์การตอบรับโซลูชันที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปี 2024 ยอดการส่งมอบ ฝาที่ทำจากพืช (Plant-Based Cap) ซึ่งผลิตจากพลาสติกชีวภาพที่ทำจากอ้อย เพิ่มขึ้นถึง 41% และเราได้นำ ฝาแบบติดกับกล่อง (Tethered Cap) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กฎหมายสิ่งแวดล้อมของยุโรปในการลดขยะพลาสติก มาใช้ในประเทศไทยแล้วกว่า 40 ล้านชิ้น ส่วนใหญ่สำหรับสินค้าส่งออก ซึ่งเป็นการช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับกฎระเบียบในอนาคตอีกด้วย”
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย จากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง
การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ แต่การสร้างระบบนิเวศที่รองรับการหมุนเวียนทรัพยากรคือความท้าทายที่ใหญ่กว่า นายปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน ได้ฉายภาพความสำเร็จของการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย ซึ่งเป็นภารกิจที่เต็ดตรา แพ้ค ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
“เราเชื่อว่าการลงมือทำคือสิ่งสำคัญที่สุด เราไม่ได้หยุดแค่การผลิตบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ แต่เราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างระบบนิเวศการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้จริง” นายปฏิญญากล่าว “จากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตร ปัจจุบันเรามีเครือข่ายการจัดเก็บกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วครอบคลุม 49 จังหวัด และมีจุดคัดแยก 98 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ปริมาณการรวบรวมเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 150 ตันในปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 700 ตันในปี 2024 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าหากมีระบบที่เหมาะสม ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วม”
ยิ่งไปกว่านั้น เต็ดตรา แพ้ค ยังมองเห็นความสำคัญของมิติทางสังคมในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยได้ริเริ่ม โครงการสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพเก็บขยะนอกระบบ (ซาเล้ง) และร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่การรีไซเคิลของไทย “เราทำงานร่วมกับสมาคมซาเล้งฯ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความปลอดภัย และพัฒนาหลักสูตรอบรมให้ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น การคัดแยกที่มีประสิทธิภาพ สุขอนามัย และการบริหารจัดการ นี่คือส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านความยั่งยืนทางสังคมของเรา ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกและสร้างการเติบโตอย่างเท่าเทียมให้กับชุมชน”
นางสาวรัตนศิริ ได้กล่าวปิดท้ายงานเสวนาเพื่อตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตว่า “ความสำเร็จทั้งหมดที่นำเสนอในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขระดับโลก นวัตกรรมที่ล้ำสมัย หรือโครงการต่างๆ ในประเทศไทย ล้วนเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งพนักงานที่ทุ่มเทของเรา พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้าที่ไว้วางใจ และชุมชนที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เต็ดตรา แพ้ค ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามแผนด้านความยั่งยืนอย่างเข้มแข็งต่อไป เราจะนำนวัตกรรมที่ดีที่สุดในโลกมาสู่ประเทศไทย พร้อมทั้งทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริง เพราะนี่คือพันธสัญญาของเราในการปกป้องทุกคุณค่า ทั้งอาหาร ผู้คน และโลกของเรา สมดังเจตนารมณ์ของแบรนด์ PROTECTS WHAT’S GOOD™ อย่างแท้จริง”
#เต็ดตราแพ้ค #TetraPakThailand #ความยั่งยืน #Sustainability #NetZero #ลดโลกร้อน #เศรษฐกิจหมุนเวียน #นวัตกรรมอาหาร #ข่าวเศรษฐกิจ #สิ่งแวดล้อม #ESG #Protectswhatsgood

