หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดข้อมูลสถานการณ์ความยากจนล่าสุดของไทย พบคนจน 2.39 ล้านคน เผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายและหนี้สินรุมเร้า พร้อมระดมสมองนักวิจัยทั่วประเทศ เสนอ 10 นโยบายเร่งด่วนถึงรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ชูการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และภาคีเครือข่ายเป็นธงนำในการ “สู้ชนะความจน” อย่างยั่งยืน ตั้งเป้าพ้นหนี้ เพิ่มรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเร่งแก้ไข คือปัญหา “ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งเป็นเสมือนรากฐานที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว ล่าสุด หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้จัดงานสัมมนาครั้งสำคัญ “สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์” เพื่อนำเสนอผลการวิจัยเชิงลึกและข้อเสนอนโยบายที่ตกผลึกจากข้อมูลจริงสู่การปฏิบัติ
ภายในงาน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ได้ฉายภาพสถานการณ์ความยากจนของประเทศที่น่าตกใจ โดยอ้างอิงฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ซึ่งเกิดจากการสังเคราะห์ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญและผ่านการสอบทานอย่างเข้มข้นโดยเครือข่ายนักวิจัย นักศึกษา และภาคีในพื้นที่กว่า 4,000 คน
เปิดสถิติความจน: ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่รอการแก้ไข
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ประเทศไทยมีจำนวนคนจนรวมกันถึง 2.39 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 3.41% ของประชากรทั้งประเทศ โดยมีความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึง 31.71% ของจำนวนประชากรในพื้นที่
- ภาคใต้: ตามมาเป็นอันดับ 2 ที่สัดส่วน 30.65%
- ภาคกลาง: มีสัดส่วนคนจน 19.07%
- ภาคเหนือ: มีสัดส่วน 16.98%
- กรุงเทพมหานคร: มีสัดส่วนน้อยที่สุดที่ 1.60%
ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค แต่ยังบ่งชี้ถึงการกระจุกตัวของปัญหา ซึ่งต้องการมาตรการแก้ไขที่จำเพาะเจาะจงและตรงจุด
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงมูลเหตุแห่งความยากจน ผลการวิจัยของ บพท. ได้เผยให้เห็นถึง “วงจรปัญหา” ที่ครัวเรือนยากจนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ขาดเงินออม (84%): สาเหตุหลักเกิดจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ
- ปัญหาหนี้สิน (71%): เมื่อรายรับไม่พอรายจ่าย การก่อหนี้จึงเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ฉุดรั้งไม่ให้ครัวเรือนสามารถลืมตาอ้าปากได้
- ขาดที่ดินทำกิน (60%): สำหรับครัวเรือนในภาคเกษตรกรรม การขาดที่ดินทำกินถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคง
- ขาดทักษะอาชีพ (57%): การขาดทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการทำให้ไม่สามารถเข้าถึงงานที่ให้ผลตอบแทนสูงพอที่จะหลุดพ้นจากความยากจนได้
- เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ (41%): แม้รัฐจะมีสวัสดิการต่างๆ แต่ครัวเรือนยากจนจำนวนไม่น้อยยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิที่พึงมี
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหายังซ้ำเติมด้วยปัจจัยเชิงพื้นที่ โดยงานวิจัยพบว่าครัวเรือนคนจนส่วนใหญ่มักตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซาก ทำให้ความพยายามในการสร้างเนื้อสร้างตัวต้องสะดุดหยุดลงและกลับไปเริ่มต้นใหม่นับครั้งไม่ถ้วน

เจาะลึก 10 ข้อเสนอเชิงนโยบายถึงรัฐบาล: พลิกโฉมการแก้จนสู่ความยั่งยืน
จากข้อมูลเชิงลึกและประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ บพท. และภาคีเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้ร่วมกันสังเคราะห์และนำเสนอชุดคำตอบ 10 ประการ เพื่อเป็นแนวนโยบายให้รัฐบาลนำไปขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความยากจนอย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับโครงสร้างไปจนถึงระดับปฏิบัติการในพื้นที่
- ยกระดับปัญหาความยากจนเป็น “วาระแห่งชาติ”: ควรกำหนดให้การแก้ปัญหาความยากจนเป็นวาระสำคัญของประเทศ พร้อมจัดตั้งกลไกระดับชาติที่มีอำนาจหน้าที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความจริงจังและไม่ถูกลดทอนความสำคัญลงเมื่อเวลาผ่านไป
- สร้างกลไกความร่วมมือระดับจังหวัด: จัดตั้งกลไกการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม บูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสถาบันการศึกษา
- พัฒนาระบบชี้เป้าคนจนให้เป็นเอกภาพและแม่นยำ: พัฒนาระบบคัดกรองและชี้เป้าครัวเรือนยากจน โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ฯ และข้อมูลจาก TPMAP ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อการวิเคราะห์และชี้เป้าที่แม่นยำ นำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงจุด
- มอบบทบาทสถาบันอุดมศึกษาเป็น “ผู้จัดการข้อมูล”: กำหนดให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่เป็นหน่วยงานกลางในการพัฒนาและบริหารจัดการข้อมูลคนจน เพื่อเป็นฐานในการออกแบบมาตรการแก้จนเชิงรุกที่สอดคล้องกับบริบทและประเภทความยากจนของแต่ละครัวเรือน
- ใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ: นำ “แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด” (Provincial Poverty Alleviation Platform) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม เพื่อให้การทำงานมีทิศทางและเป้าหมายร่วมกัน
- จัดตั้งกลไกส่งต่อความช่วยเหลือทุกระดับ: สร้างระบบการส่งต่อความช่วยเหลือ (Referral System) ที่ชัดเจนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น อำเภอ จนถึงจังหวัด เพื่อให้แน่ใจว่าคนจนจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันท่วงที
- ให้ “อปท.” เป็นเจ้าภาพหลักในพื้นที่: สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ของตน โดยใช้ข้อมูลคนจนแบบชี้เป้าและเชื่อมโยงแผนงานเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด
- “นายอำเภอ” ทำหน้าที่กำกับติดตาม: ให้นายอำเภอมีบทบาทในการกำกับและติดตามการดำเนินงานในระดับอำเภอ และบรรจุนโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน (ศจพ.) โดยมีสถาบันวิชาการในพื้นที่คอยให้การสนับสนุน
- สร้างนโยบายสวัสดิการเชิงรุกแบบมุ่งเป้า: ออกแบบนโยบายด้านสวัสดิการเชิงรุกที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และต้องครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และการเข้าถึงแหล่งทุน
- พัฒนาทักษะอาชีพที่ตรงเป้าและตรงบริบท: จัดทำโครงการพัฒนาทักษะอาชีพที่สามารถเข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างตรงเป้าหมาย และต้องเป็นทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและบริบทของพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ได้จริง
โมเดล แก้จน ที่พิสูจน์แล้ว: จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง
ข้อเสนอทั้ง 10 ประการนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากทฤษฎีในห้องเรียน แต่มาจากการทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่องของ บพท. และภาคีเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2563
ดร.กิตติ กล่าวว่า “บพท. ได้ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและภาคีในพื้นที่ ทำงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่อง และได้ออกแบบโมเดลแก้จนที่มีความสอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมในพื้นที่สำหรับนำไปประยุกต์ใช้แล้วถึง 299 โมเดล ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ”
ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง “นักจัดการพื้นที่” ที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้คำแนะนำแก่ชุมชนในจังหวัดต่างๆ การจัดตั้ง “กองทุนแก้จน” 34 กองทุนใน 16 จังหวัด เพื่อเป็นแหล่งทุนหมุนเวียนให้คนในชุมชน และยังเป็นแรงผลักดันให้เกิด “ศูนย์วิจัยแก้จน” ขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี พัทลุง และยะลา เพื่อเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เฉพาะ
ข้อเสนอจาก บพท. ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือน “เข็มทิศ” ที่ชี้ทิศทางให้แก่รัฐบาลใหม่ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกว่า 2.39 ล้านคน แต่ยังเป็นการปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ของประเทศ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนอย่างแท้จริง
#เศรษฐกิจไทย #แก้ปัญหาความยากจน #บพท #PMU-A #รัฐบาลอนุทิน #ลดความเหลื่อมล้ำ #นโยบายเศรษฐกิจ #การพัฒนาที่ยั่งยืน #เศรษฐกิจฐานราก #สู้ชนะความจน

