วงการก่อสร้างไทยผงาดเวทีโลก! CPAC จับมือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลชนะเลิศ “IET Engineers in Society Awards 2025” จากอังกฤษ ด้วยนวัตกรรม “ถนนกักเก็บคาร์บอน” เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งเป็นถนนรักษ์โลก นำร่องใช้งานจริงแล้วที่เซ็นทรัล กระบี่ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) และ ESG (Environmental, Social, and Governance) ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุด บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด หรือ CPAC ในเครือเอสซีจี ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการวิศวกรรมระดับโลก ด้วยการประกาศความสำเร็จจากความร่วมมือทางวิชาการและเทคโนโลยีร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคต จนได้รับการยอมรับในระดับสากล
ความสำเร็จระดับโลก: รางวัลแห่งความภาคภูมิใจจากสหราชอาณาจักร
นับเป็นก้าวสำคัญของวงการวิศวกรรมไทย เมื่อโครงการ “Building Beyond Roads” ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกันระหว่าง CPAC และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก “IET Engineers in Society Awards 2025” ในสาขา Sustainability and Climate Change รางวัลนี้จัดขึ้นโดย The Institution of Engineering and Technology (IET) สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นองค์กรวิศวกรรมระดับแนวหน้าของโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมไทยที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการผนึกกำลังของบุคลากรคุณภาพ นำโดย คุณสุรชัย จบศรี Smart Structure Business Director, คุณภัทรพิชญ์ โมสิกะ RMC Manager – North 1 และทีม Green Circular นำโดย คุณศักดิ์ประยุทธ สินธุภิญโญ Green Circular Technology Director จากฝั่ง CPAC ร่วมกับ ศ.ดร.พีรพงศ์ จิตเสงี่ยม จากสถาบันวิจัยพหุศาสตร์และภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงโมเดลการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาคอุตสาหกรรม (Real Sector) และภาคการศึกษา (Academic) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จับต้องได้
เจาะลึกนวัตกรรม: CPAC Extra Base Layer สูตร Carbon Storage
หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือการพัฒนา “CPAC Extra Base Layer สูตร Carbon Storage” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมแห่งแรกในประเทศไทยที่มีการนำวัสดุประเภท Carbon Removal Materials มาใช้เป็นส่วนผสมหลักในงานชั้นพื้นทางและชั้นรองพื้นทางของถนน นวัตกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเทคอนกรีตแบบเดิม แต่เป็นการปฏิวัติสูตรผสมเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยประกอบไปด้วย:
-
Biochar (ถ่านชีวภาพ): ผลิตจากชีวมวลเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งเดิมทีวัสดุเหล่านี้หากปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติจะสร้างก๊าซมีเทนที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการเผาในระบบปิด (ไพโรไลซิส) จะได้ถ่านชีวภาพที่สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 2 เท่าของน้ำหนักตัวมันเอง (ถ่าน 1 ตัน เก็บเลบคาร์บอนได้ 2 ตัน)
-
M-Sand (Manufactured Sand): วัสดุทดแทนทรายธรรมชาติ ช่วยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
-
Industrial Waste: การนำเศษฝุ่นและหินที่ไม่ใช้แล้วจากการทำเหมือง หรือ Waste ต่างๆ มาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ความโดดเด่นทางวิศวกรรมของนวัตกรรมนี้ คือการที่สามารถนำวัสดุเหล่านี้มาผสมกันในสัดส่วนที่ทำให้ถนนยังคงมีประสิทธิภาพความแข็งแรงทนทานเทียบเท่าหรือดีกว่าถนนแบบเดิม ที่สำคัญคือช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้างและลดการขนส่ง เนื่องจากในบางเลเยอร์ไม่จำเป็นต้องปูโครงเหล็กแบบวิธีการดั้งเดิม ทำให้ประหยัดต้นทุนแฝงและลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานได้อีกทางหนึ่ง

การการันตีมาตรฐานด้วยวิทยาศาสตร์ระดับสากล
เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้าง (Greenwashing) โครงการนี้จึงได้รับการตรวจประเมินผลความยั่งยืนด้วยกระบวนการ Life Cycle Assessment (LCA) เพื่อยืนยันคุณภาพทางวิทยาศาสตร์ โดยได้รับความร่วมมือจาก National University of Singapore (NUS) มหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย เข้ามาร่วมตรวจสอบ เป็นการตอกย้ำความน่าเชื่อถือและยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างไทยสู่สากล
จากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง: โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่จับต้องได้
นวัตกรรมที่ดีต้องสามารถนำไปใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ (Commercialization) CPAC และ มช. ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านการใช้งานจริงใน 2 พื้นที่สำคัญ:
1. พื้นที่นำร่อง: ลานจอดรถ U Parking มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของการใช้งานเกิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร ณ ลานจอดรถหน้าสำนักบริการวิชาการ (UNISERV) ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็น Sandbox ในการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานจริง ความทนทาน และความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน
2. การขยายผลสู่เชิงพาณิชย์: Central Krabi (เซ็นทรัล กระบี่) นี่คือไฮไลต์สำคัญทางเศรษฐกิจ เมื่อนวัตกรรมนี้ถูกนำไปใช้ในโครงการขนาดใหญ่ของภาคเอกชนอย่าง “เซ็นทรัล กระบี่” ซึ่งวางเป้าหมายเป็นศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทย
ที่เซ็นทรัล กระบี่ ได้มีการนำ CPAC Extra Base Layer สูตร Carbon Storage ไปใช้ในส่วนพื้นชั้นล่าง (Base) โดยมีการคำนวณผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อมที่น่าทึ่ง กล่าวคือ เมื่อรวมทั้งโครงการแล้ว สามารถชดเชยคาร์บอนได้ถึง 20-30 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน มีขนาดเทียบเท่ากับลูกโป่งวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 10 เมตร ดังนั้น การที่โครงการเดียวสามารถลดคาร์บอนได้จำนวนมหาศาลเช่นนี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจสามารถมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยที่มีสูงถึง 450 ล้านตันต่อปีได้
บทสรุป: ทิศทางอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยุคใหม่
การคว้ารางวัล “IET Engineers in Society Awards 2025” และความสำเร็จของโครงการที่เซ็นทรัล กระบี่ ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของ CPAC หรือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เท่านั้น แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ที่กำลังก้าวข้ามจาก “การก่อสร้างเพื่อสาธารณูปโภค” (Building Roads) ไปสู่ “การสร้างอนาคตที่ยั่งยืน” (Building Beyond Roads)
นวัตกรรม Green Road หรือถนนรักษ์โลกนี้ จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ (New Standard) สำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต ที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง Carbon Footprint พอๆ กับต้นทุนทางการเงิน ซึ่ง CPAC ได้พิสูจน์แล้วว่า ความยั่งยืนและประสิทธิภาพทางวิศวกรรมสามารถเดินไปด้วยกันได้ และพร้อมแล้วที่จะส่งมอบนวัตกรรมนี้เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
#CPAC #GreenConstruction #CarbonStorage #CMU #Innovation #Sustainability #CentralKrabi #NetZero #Biochar #EconNews #GreenEconomy

