ทิศทางการดำเนินธุรกิจของยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมไทยอย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC กำลังเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งในแวดวงการเงินและการลงทุน เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ต้นปี 2569 ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 26 มกราคม 2569 เผยให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในการปรับโครงสร้างทางการเงินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาณาจักรธุรกิจที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
ทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) ได้ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท SCC ที่ระดับ “A” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ซึ่งเป็นการยืนยันถึงเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
ความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับเครดิตในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนมาจากตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งและการกระจายความเสี่ยงผ่านธุรกิจที่หลากหลายของ SCC แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจะได้รับผลกระทบจากธุรกิจเคมิคอลส์ที่อยู่ในวงจรขาลงเป็นเวลานาน ประกอบกับภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นจากการตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่เพื่อขยายฐานธุรกิจ แต่กลยุทธ์การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันการเงินมาอย่างยาวนาน ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้อย่างต่อเนื่องและรักษาสภาพคล่องไว้ได้ในระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินงาน
ในรายงานฉบับล่าสุด ทริสเรทติ้งได้มอบอันดับเครดิต “A” ให้กับหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ของ SCC ในวงเงินมหาศาลไม่เกิน 30,000 ล้านบาท หุ้นกู้ชุดนี้มีกำหนดอายุไม่เกิน 4 ปี โดยทางเอสซีจีมีแผนที่จะนำเงินทุนที่ระดมได้ในครั้งนี้ไปใช้เพื่อเป็นเงินให้กู้ยืมภายในกลุ่มบริษัทหรือชำระคืนหนี้เดิมที่ครบกำหนด การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของหมากเกมการเงินที่ต้องการลดต้นทุนทางการเงินและยืดอายุเฉลี่ยของหนี้สิน เพื่อให้สอดรับกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา
สัญญาณฟื้นตัวชัดเจนและผลการดำเนินงานที่โตเกินคาด
ภาพรวมผลการดำเนินงานของเอสซีจีในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกที่สอดคล้องกับประมาณการทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทสามารถทำกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ได้สูงถึงระดับ 4.57 หมื่นล้านบาท ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (Cement-Building Materials — CBM) ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและกลายเป็นเสาหลักในการพยุงกำไรของกลุ่มบริษัทเอาไว้ ในขณะที่ภาคส่วนอื่นยังคงอยู่ระหว่างการรอคอยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
ความสำเร็จจากการใช้แผนการรัดเข็มขัดและมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มข้น ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของเอสซีจีปรับตัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยตัวเลขดังกล่าวลดลงจากระดับ 6 เท่า ณ สิ้นปี 2567 ลงมาอยู่ที่ระดับ 4.8 เท่า เมื่อพิจารณาจากตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 การปรับตัวลดลงของอัตราส่วนนี้สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับภาระหนี้สิน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นใจในด้านความยั่งยืนทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น แต่ระดับหนี้สินรวมของบริษัทยังคงเป็นประเด็นที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง โดย ณ เดือนกันยายน 2568 หนี้สินรวม (ไม่นับรวมสัญญาเช่า) มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 3.16 แสนล้านบาท โครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน (Priority Debt) ซึ่งมีจำนวนถึง 1.77 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 56% ของหนี้สินรวม แม้สัดส่วนนี้จะสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 50% ของทริสเรทติ้ง แต่สถาบันจัดอันดับเครดิตยังคงเลือกที่จะไม่ลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ลง เนื่องจากเชื่อมั่นในแผนการรีไฟแนนซ์หนี้ของบริษัทย่อยผ่านการออกหุ้นกู้โดยบริษัทแม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้
กลยุทธ์การบริหารหนี้และก้าวต่อไปของอาณาจักรเคมิคอลส์
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินของเอสซีจี คือการเร่งลดสัดส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนให้ต่ำกว่าเกณฑ์ 50% ตามที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้ แผนการนำเงินจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปชำระหนี้ของบริษัทย่อยเป็นกลยุทธ์หลักที่จะทำให้อันดับเครดิตของหุ้นกู้ยังคงอยู่ในระดับเดียวกับอันดับเครดิตองค์กรได้ การปรับโครงสร้างนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความซับซ้อนของหนี้สินภายในกลุ่ม แต่ยังเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้กับบริษัทแม่ในการบริหารจัดการสภาพคล่องส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ แม้จะยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ทอนความแข็งแกร่งของบริษัทเนื่องจากสภาวะอุตสาหกรรมที่เป็นช่วงขาลงมาอย่างยาวนาน แต่อุตสาหกรรมนี้มีลักษณะเป็นวัฏจักรซึ่งการกระจายธุรกิจที่หลากหลายของเอสซีจีได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผลกระทบนี้ได้เป็นอย่างดี ทริสเรทติ้งประเมินว่า ความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคและความหลากหลายของฐานลูกค้าจะช่วยให้บริษัทก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของธุรกิจเคมิคอลส์ไปได้ โดยคาดหวังว่าการฟื้นตัวของกำไรในส่วนนี้จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นเมื่ออุปสงค์ในตลาดโลกกลับมาสมดุลอีกครั้ง
สำหรับมุมมองในอนาคต ทริสเรทติ้งระบุชัดเจนว่าแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” สะท้อนถึงความคาดหมายว่าเอสซีจีจะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดภูมิภาคอาเซียนไว้ได้ แม้ว่าการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้าจะมีความเป็นไปได้น้อย แต่บริษัทก็ยังคงมุ่งเน้นไปที่การลดระดับหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรมและการใช้จ่ายเงินลงทุนอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามประเด็นการฟื้นตัวของกำไรและการควบคุมงบลงทุนอย่างใกล้ชิด เพราะหากผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าที่คาด หรือมีการลงทุนสูงเกินประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตในอนาคตได้
#SCC#SCG #เอสซีจี #หุ้นกู้ #ทริสเรทติ้ง #เศรษฐกิจไทย #การลงทุน #ปูนซิเมนต์ไทย #การเงิน #TRISRating #BusinessNews #ThailandEconomy

