ท่ามกลางอุณหภูมิทางการแข่งขันของธุรกิจแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ระอุขึ้นในช่วงต้นปี 2026 อุตสาหกรรมคอนเทนต์กีฬาในประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อมูลค่ารวมของการถือครอง ลิขสิทธิ์กีฬา ที่สำคัญพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขรวมของลิขสิทธิ์ระดับพรีเมียมทั้งหมดที่หมุนเวียนในตลาดไทยขณะนี้ถูกประเมินว่ามีมูลค่ารวมมากกว่า 22,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นว่า “กีฬา” ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่คือยุทธศาสตร์สำคัญในการยึดครองฐานข้อมูลลูกค้าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์แบบเรียลไทม์
สถานการณ์ในปี 2026 นี้มีจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจคือการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่ที่คว้า “เพชรยอดมงกุฎ” อย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษไปครองด้วยมูลค่ามหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดมีการแบ่งขั้วอำนาจชัดเจนขึ้นระหว่างยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมเดิมและกลุ่มผู้เล่นใหม่ที่มาพร้อมกับพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรม การแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างราคาแพ็กเกจรับชมและการเข้าถึงของผู้บริโภค ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ถือ ลิขสิทธิ์กีฬา ต้องบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์และสามารถสร้างกำไรได้จริงในระยะยาว
นอกจากนี้ การมาถึงของฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่มีการขยายจำนวนทีมเป็น 48 ทีม และเพิ่มจำนวนแมตช์เป็น 104 นัด ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เม็ดเงินโฆษณาในระบบเศรษฐกิจไทยหมุนเวียนอย่างหนาแน่นในช่วงไตรมาสที่สองของปี รายงานวิเคราะห์ระบุว่ามูลค่าลิขสิทธิ์ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ได้สร้างแรงกดดันต่อระบบสิทธิประโยชน์เดิมๆ ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเม็ดเงินโฆษณาจากทีวีดิจิทัลแบบเดิม ไปสู่การทำ Data Monetization และระบบสมาชิกผ่านแพลตฟอร์ม OTT อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุดในรอบทศวรรษ
ดีลยักษ์ 1.9 หมื่นล้าน จัสมินเขย่าบัลลังก์พรีเมียร์ลีก
การเปลี่ยนแปลงที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการในปี 2026 คือการที่ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ประสบความสำเร็จในการคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (EPL) และเอฟเอคัพ (FA Cup) อย่างเป็นทางการด้วยมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 19,100 ล้านบาท สำหรับระยะเวลา 6 ฤดูกาลเต็ม (2025/26 – 2030/31) ตัวเลขนี้ถือเป็นการทำลายสถิติเดิมของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นการเติบโตในสัดส่วนที่สูงกว่ามูลค่าลิขสิทธิ์รอบก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมทั้งในไทย ลาว และกัมพูชา
โครงสร้างทางการเงินของดีลนี้ถูกแบ่งออกเป็นการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เริ่มต้นที่ราว 233 ล้านดอลลาร์ และจะปรับเพิ่มสูงขึ้นตามเงื่อนไขการขยายระยะเวลา โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึงดูดฐานผู้ใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง MONOMAX ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก การประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของโครงการนี้ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างกระแสเงินสดและผลกำไรในระดับที่ยั่งยืน หากสามารถขยายฐานสมาชิกไปแตะระดับ 1.5 ล้านรายต่อเดือนภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่ผูกขาดอยู่กับระบบเคเบิลทีวีมาสู่ระบบอินเทอร์เน็ตทีวีและแอปพลิเคชันอย่างเต็มตัว
ในมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ การที่ JAS ทุ่มเงินเกือบสองหมื่นล้านบาทในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการซื้อ ลิขสิทธิ์กีฬา เพื่อความบันเทิง แต่เป็นการใช้ลิขสิทธิ์ EPL เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจสื่อในเครือทั้งหมดเพื่อสร้าง Ecosystem ใหม่ การแข่งขันครั้งนี้ทำให้ยักษ์ใหญ่รายเดิมอย่างทรูต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อรักษาฐานลูกค้าพรีเมียมที่เคยถือครองมาอย่างยาวนาน ทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีแห่งการสลับขั้วอำนาจในตลาดลิขสิทธิ์กีฬาของไทยที่น่าจับตามองที่สุดในแง่ของมูลค่าการลงทุนและผลตอบแทนในอนาคต
ฟุตบอลโลก 2026 เม็ดเงินมหาศาลกับความท้าทายใหม่
สำหรับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มูลค่าลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยต้องจ่ายได้พุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกที่ FIFA ปรับขึ้นราคาเนื่องจากจำนวนการแข่งขันที่เพิ่มเป็น 104 นัด การคาดการณ์ระบุว่ามูลค่าลิขสิทธิ์สำหรับประเทศไทยในปีนี้พุ่งไปแตะระดับ 1,800 – 2,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่เคยอยู่ระดับ 1,400 ล้านบาท ความกดดันนี้ทำให้การระดมทุนจากภาครัฐและเอกชนต้องเป็นไปอย่างมีระบบมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาความล่าช้าในการซื้อลิขสิทธิ์เหมือนในอดีต
กระบวนการเจรจาลิขสิทธิ์ในปี 2026 นี้ มีความแตกต่างจากเดิมเนื่องจากมีการดึงพันธมิตรรายใหญ่ในกลุ่มพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคเข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลักล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นฐานทุนในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับ FIFA โดยแลกกับสิทธิ์ในการโฆษณาแบบเอ็กซ์คลูซีฟในทุกแพลตฟอร์ม การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจพบว่า แม้มูลค่าลิขสิทธิ์จะสูงขึ้น แต่ด้วยจำนวนนัดที่เพิ่มขึ้นและการที่ถ่ายทอดสดในเวลาที่ตรงกับความสนใจของผู้ชมในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดโฆษณาและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกีฬาได้มากกว่า 5,000 ล้านบาทตลอดช่วงเวลาการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องกฎ Must Have และ Must Carry ของ กสทช. ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ถือสิทธิ์ต้องบริหารจัดการให้สมดุล เนื่องจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นสินค้าสาธารณะที่คนไทยต้องได้รับชมฟรี แต่ในขณะเดียวกันผู้ลงทุนภาคเอกชนก็ต้องการความคุ้มครองลิขสิทธิ์เพื่อทำรายได้จากการรับชมผ่านระบบ 4K หรือคอนเทนต์เสริมอื่นๆ สิ่งนี้ทำให้การถือครองลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 เป็นบททดสอบสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนไทยในการจัดการคอนเทนต์กีฬาระดับโลกท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด
ไทยลีก 2026 ยุคฟื้นฟูกับมูลค่า 2,000 ล้านบาท
วงการฟุตบอลไทยในฤดูกาล 2025/26 ได้รับข่าวดีจากการปิดดีลลิขสิทธิ์ระยะยาว 4 ปี (2025/26 – 2028/29) มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท ภายใต้พันธมิตรผู้ถือสิทธิ์รายใหญ่อย่าง GULF, AIS และ JAS โดยในส่วนนี้แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดโดยตรงประมาณ 1,400 ล้านบาท และอีก 600 ล้านบาทเป็นเม็ดเงินสนับสนุนเพื่อการพัฒนาสโมสรและระบบเยาวชน ตัวเลขนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 500 ล้านบาทต่อฤดูกาล ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤตลิขสิทธิ์ในปีที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาสู่ลีกฟุตบอลอาชีพของไทยอีกครั้ง
ความโดดเด่นของการถือครองลิขสิทธิ์รอบนี้คือการรวมศูนย์การถ่ายทอดสดทุกระดับเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ไทยลีก 1 ถึงไทยลีก 3 รวมถึงบอลถ้วยทุกรายการ ทำให้เกิดความคุ้มค่าในการบริหารจัดการทรัพยากรการถ่ายทอดสด การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์การแข่งขันและสร้างไฮไลท์แบบอัตโนมัติช่วยลดต้นทุนในการผลิตคอนเทนต์ลงได้ถึง 20% แต่กลับสร้างยอดการเข้าชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบนแอปพลิเคชัน AIS PLAY และ MONOMAX ที่เป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงแฟนบอลยุคใหม่
นอกจากเงินค่าลิขสิทธิ์แล้ว สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยยังได้วางโครงสร้างการแบ่งรายได้จากการขายสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับสโมสรสมาชิกในรูปแบบ Performance-based ซึ่งจะกระตุ้นให้แต่ละสโมสรมีแรงจูงใจในการสร้างฐานแฟนคลับและยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน การที่มูลค่าลิขสิทธิ์ไทยลีกกลับมาแตะระดับครึ่งพันล้านบาทต่อปีนี้ ถือเป็นเสาหลักเศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยพยุงอุตสาหกรรมกีฬาไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางการแข่งขันกับคอนเทนต์กีฬาจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น
กีฬามหาชนและความหลากหลายบนแพลตฟอร์ม OTT
นอกเหนือจากฟุตบอลที่เป็นกีฬาเบอร์หนึ่งแล้ว ลิขสิทธิ์กีฬาประเภทอื่นๆ ก็มีการเติบโตด้านมูลค่าอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะวอลเลย์บอลเนชันส์ลีก (VNL) และแบดมินตัน BWF World Tour ซึ่งมีฐานผู้ชมในไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย รายงานระบุว่าเม็ดเงินโฆษณาในรายการเหล่านี้เติบโตเฉลี่ยปีละ 12% โดยมี AIS Play เป็นผู้เล่นหลักในการรวบรวมลิขสิทธิ์เหล่านี้ไว้ในที่เดียว การถือครองสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬามหาชนเหล่านี้ช่วยสร้างความต่อเนื่องของรายได้ให้กับแพลตฟอร์มในช่วงที่ไม่มีการแข่งขันฟุตบอล
ในส่วนของกีฬาระดับโลกอื่นๆ เช่น Formula 1 และ MotoGP มูลค่าลิขสิทธิ์ในตลาดไทยถูกประเมินว่าขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 300 – 400 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของกีฬามอเตอร์สปอร์ตและการที่มีนักแข่งสายเลือดไทยลงแข่งขันในระดับโลก การถือครองลิขสิทธิ์เหล่านี้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากการขายผ่านสถานีโทรทัศน์ทั่วไป มาเป็นการสมัครสมาชิกแบบ Direct-to-Consumer มากขึ้น ทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำและสร้างรายได้จากบริการเสริมในรูปแบบดิจิทัลได้หลากหลายกว่าเดิม
การถือครองลิขสิทธิ์กีฬาในปี 2026 จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ประเภทเดียว แต่เป็นการสร้าง “Sports Library” ที่ครบวงจรเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย การลงทุนในลิขสิทธิ์กีฬารอง (Secondary Sports) กลายเป็นกลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอที่คุ้มค่า เนื่องจากมีราคาลิขสิทธิ์ที่ต่ำกว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแต่มีค่าความผูกพัน (Engagement) จากแฟนคลับสูงมาก ส่งผลให้มูลค่าการถือครองลิขสิทธิ์กีฬาโดยรวมในไทยมีความหลากหลายและกระจายรายได้ไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมสื่อได้กว้างขวางขึ้น
วิเคราะห์ความคุ้มค่าและทิศทางเศรษฐกิจกีฬาในอนาคต
สรุปภาพรวมการถือครองลิขสิทธิ์กีฬาในประเทศไทยปี 2026 คือการเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยเม็ดเงินรวมกว่าสองหมื่นล้านบาทที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอำนาจซื้อของผู้บริโภคชาวไทย แม้ต้นทุนการซื้อลิขสิทธิ์จะพุ่งสูงขึ้น แต่การที่แพลตฟอร์มต่างๆ สามารถเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นสมาชิก (Paid Subscribers) ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ประกอบกับการนำข้อมูลมาใช้ในการทำโฆษณาแบบเฉพาะเจาะจง ทำให้โมเดลธุรกิจกีฬามีความยั่งยืนมากกว่าในอดีตที่พึ่งพาสปอนเซอร์รายใหญ่เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังคงอยู่คือปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านโครงข่ายเถื่อน ซึ่งคาดว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับผู้ถือลิขสิทธิ์ในไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท มาตรการทางกฎหมายและการใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสสัญญาณที่เข้มข้นขึ้นในปี 2026 จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดว่าผู้ที่ทุ่มเงินมหาศาลซื้อลิขสิทธิ์มาจะสามารถทำกำไรตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ หากสามารถควบคุมการละเมิดสิทธิ์ได้สำเร็จ เราอาจได้เห็นการประมูลลิขสิทธิ์ในรอบถัดไปที่มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีกตามการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
ท้ายที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมลิขสิทธิ์กีฬาไทยในปี 2026 ได้กลายเป็นกลไกหลักที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยีให้เชื่อมประสานกันอย่างลงตัว การแข่งขันที่ดุเดือดระหว่าง JAS, AIS และ True ในการชิงความได้เปรียบทางลิขสิทธิ์ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกำไรขาดทุนในสมุดบัญชีเท่านั้น แต่คือการช่วงชิงโอกาสในการเป็น “Gateway” หลักของความบันเทิงในครัวเรือนไทย ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่งคั่งขององค์กรและการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมกีฬาไทยในระดับสากลต่อไปในอนาคต
#ลิขสิทธิ์กีฬาไทย2026, #พรีเมียร์ลีก, #ฟุตบอลโลก2026, #ไทยลีก, #เศรษฐกิจสื่อ, #การลงทุนกีฬา, #JAS, #AISPlay, #MonoMax, #TheReporterAsia

